Wellness Economy… เศรษฐกิจเวลเนส

โมเดลการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิตที่ถูกสงครามรัสเซีย–ยูเครนและนาโต้… กดดันตัวแปรทางเศรษฐกิจให้ยุ่งยากซับซ้อนต่อการฟื้นฟูเหมือนกันหมดทั่วโลก แต่โควิดและสงครามก็ไม่ใช้ข้อแก้ตัวที่คนสำคัญๆ ในกลไกทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ จะนำมาใช้อ้างเพื่อปล่อยให้สถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานตั้งแต่ระดับปากท้องและโอกาสของผู้คนทั้งหมด ต้องเจอทางตันจนกลายเป็นปัญหาสังคมและการเมืองให้ซับซ้อนกว่าเดิมเหมือนสถานการณ์ในประเทศศรีลังกา

โมเดลการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิดที่ประเทศไทยเตรียมไว้ตั้งแต่ยังไม่เกิดสงคราม… ได้มีการเตรียมเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่เป็นความหวัง แม้จะยังเป็น “โมเดลการท่องเที่ยว” ที่อาจจะดูไม่มีอะไรใหม่สักเท่าไหร่ แต่นโยบายผลักดันการท่องเที่ยวนับจากนี้จะแตกต่างจากเดิม และ ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป… เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังมุ่งสู่การสร้างคุณค่าด้วย “Wellness Services” ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจแวะมาเยี่ยมเยียน และ จะเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวที่จะมีคนและเงินทุนจากอุตสาหกรรมสุขภาพ เข้ามาแต่งเติมระบบนิเวศให้น่าสนใจ และ มีมิติด้านการจัดการที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม

ที่ผ่านมา… เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวสูงด้วยสัดส่วน GDP เกินสิบเปอร์เซนต์ติดต่อกันมาหลายทศวรรษ เพียงแต่การเติบโตที่แท้จริงยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะการกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี และ เชียงใหม่ โดยกระจายถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศน้อยกว่าหนึ่งในสี่ส่วนมานาน

วิกฤตโควิดที่ผ่านมาพบการหดตัวของ GDP จากภาคท่องเที่ยวหายไปมากกว่า 13% ของ GDP ซึ่งส่งผลกระทบถึงตัวเลขการจ้างงาน และ ครัวเรือนในที่สุด… การกลับไปฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยบริการเชิงสุขภาพ และ การแพทย์แบบต่างๆ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการแพทย์ และ สาธารณสุขที่ไม่เคยด้อยกว่าชาติใดในโลกมานาน… ทั้งการแพทย์สมัยใหม่ และ การแพทย์ทางเลือก รวมทั้งการมีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ดีต่อสุขภาพจิต และ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน… การสร้างโมเดลเศรษฐกิจเวลเนส หรือ Wellness Economy Model สำหรับประเทศไทยจึงทำได้ทันที่แทบจะทุกพื้นที่ทั่วประเทศ… ซึ่ง Wellness Economy จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ต้องต่อเติมในกลไกเศรษฐกิจ และ สังคมของไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเติมเต็ม 2 ด้านสำคัญคือ

  1. เปลี่ยนความเสื่อมโทรมจากการท่องเที่ยวเป็นความยั่งยืน… ซึ่งทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมจากปัญหา Over Tourism หรือ การท่องเที่ยวเกินขนาดอย่างที่เป็นมา จะถูกนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ช่วยเยียวยา และ ลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวลงอย่างยั่งยืน
  2. เปลี่ยนสังคมผู้สูงอายุสู่โอกาสทางธุรกิจจาก Silver Market…ซึ่งประเด็นสังคมสูงอายุถือเป็นวิกฤต และ ความท้าทาย ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการขยายการเติบโตของ Wellness Economy

ข้อมูลจาก Global Wellness Institution ได้รวบรวมตัวเลขทางสถิติในอุตสาหกรรมเวลเนสเอาไว้ก่อนเกิดวิกฤตโควิด… พบการเติบโตของธุรกิจเวลเนสซึ่งเป็นธุรกิจที่มุ่งบริการการดูแลสุขภาพอย่างน่าสนใจหลายประเด็นเช่น

  • ตัวเลข Global Wellness Institution มีมูลค่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ก่อนจะหดตัวลงเล็กน้อยเพราะวิกฤตโควิดในปี 2020 ที่ยังคงเห็นตัวเลข 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่ 
  • การคาดการณ์หลังสิ้นสุดการระบาดใหญ่โดย Global Wellness Institution พบตัวเลขคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 9.9% โดยเศรษฐกิจเวลเนสจะสูงถึงขึ้นถึง 7.0 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
  • เศรษฐกิจเวลเนสมีสัดส่วน 5.1% ของเศรษฐกิจโลกในปี 2020

ส่วนบริการเวลเนสที่จะเติบโตสูงสุดจากรายงานของ Global Wellness Institution พบธุรกิจเวลเนส 11 สาขาที่มีอนาคตสดใสที่สุดได้แก่…

  1. Personal Care & Beauty หรือ การดูแลรูปร่างและความงาม… มูลค่า 955,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. Healthy Eating, Nutrition, & Weight Loss หรือ อาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และ การลดน้ำหนัก… มูลค่า 946,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. Physical Activity หรือ กิจกรรมฝึกร่างกาย… มูลค่า 738,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. Wellness Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ… มูลค่า 436,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  5. Traditional & Complementary Medicine หรือ ยาแผนโบราณและอาหารเสริม… มูลค่า 413,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  6. Public Health, Prevention, & Personalized Medicine หรือ สาธารณสุข การป้องกัน และการแพทย์เฉพาะบุคคล… มูลค่า 375,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  7. Wellness Real Estate หรือ อสังหาริมทรัพย์ในอุตสาหกรรมเวลเนส… มูลค่า 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  8. Mental Wellness หรือ กิจกรรมดูแลสุขภาพจิต… มูลค่า 131,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  9. Spas หรือ สปา… มูลค่า 68,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  10. Workplace Wellness หรือ บริการสุขภาพในที่ทำงาน… มูลค่า 49,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  11. Thermal/Mineral Springs หรือ บริการอาบน้ำแร่แช่น้ำพุ… มูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ใครไม่อยากตกรถเที่ยวสำคัญ… ลืมบาดแผลจากวิกฤตให้ไวครับ!

References… 

Share this post

Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Benjamin Franklin

Tell Me And I Forget, Teach Me And I May Remember, Involve Me And I Learn – Benjamin Franklin

Benjamin Franklin… มหาบุรุษผู้ร่วมสร้างสหรัฐอเมริกาที่ถูกเรียกว่า Founding Fathers of the United States หรือ บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐ หรือกลุ่มผู้ร่างและลงนามในคำประกาศอิสรภาพในปี 1776… ก็เคยพูดเกี่ยวกับการศึกษาเอาไว้หลายแง่มุม โดยเฉพาะแง่มุมการเรียนรู้ที่ว่า Tell Me And I Forget, Teach Me And I May Remember, Involve Me And I Learn… บอกข้าฯ เดี๋ยวข้าฯ ก็ลืม สอนข้าฯ… ข้าฯ อาจจะจำ ฝึกข้าฯ… ข้าฯ ได้เรียนรู้… ซึ่งสะท้อนขั้นตอนการเรียนรู้ที่มีอยู่ 3 ขั้นตั้งแต่ บอกเล่า สอนสั่งและฝึกฝน… โดยขั้น “การบอกเล่าและสอนสั่ง” ถือว่ายังไปไม่ถึง “เรียนรู้ หรือ Learn” จนกว่าจะได้นำความรู้นั้นไปปฏิบัติ ซึ่งก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องฝึกกับครูบาอาจารย์อย่างเดียว… ฝึกและทำด้วยตัวเองก็ได้จนเกิดการเรียนรู้

Marie Curie

Be Less Curious About People And More Curious About Ideas – Marie Curie

ปี 1911 สถาบัน Royal Swedish Academy of Sciences ได้ประกาศให้ Marie Curie ได้รับรางวัลโนเบลเป็นครั้งที่สองในสาขาเคมี จากผลงานสร้างความก้าวหน้าทางเคมีโดยการค้นพบ Polonium และ Radium… รวมทั้งการแยกธาตุ Radium และ ศึกษาวิจัยองค์ประกอบและธรรมชาติของ Radium ทำให้ Marie Curie เป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 ครั้ง และเป็นคนเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ 2 สาขา…

P2P Lending สินเชื่อที่อาจทำให้ระบบสินเชื่อธนาคารล่มสลาย…

26 กันยายน 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดแถลงข่าวและออกจดหมายข่าว ฉบับที่ 63/2561 เรื่อง กรอบการกำกับดูแล Peer-to-Peer Lending Platform ซึ่งเป็นการยืนยันความชัดเจนว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูให้ FinTech อีกหนึ่งบาน…

Bang Sue Grand Station

ที่ดินสถานีกลางบางซื่อ แปลง A และแปลงอื่นๆ

ความคืบหน้าของการเปิดประมูลหาเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP โครงการพัฒนาพื้นที่พาณิชย์บริเวณ สถานีกลางบางซื่อ แปลง A จำนวน 32 ไร่ มูลค่า 11,500 ล้านบาท ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เปิดขายซองประมูลไปตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563 และสิ้นสุดระยะเวลาขายซองไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564 นั้น… กลับปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดแสดงความสนใจเข้ามาติดต่อเลย ที่สำคัญคือ การเปิดประมูล แปลง A ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประมูลเป็นครั้งที่ 2 แล้ว