Properea

We Run The Company By Questions, Not By Answers ~ Eric Schmidt

Eric Achmidt

โลกในสถานะที่คำว่า “Artificial Intelligence หรือ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ” กลายเป็นโลกความจริงที่มนุษย์ชาติ ต้องอยู่โดย “พึ่งพา” AI มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะวัตถุประสงค์หลักที่ต้องมี AI ก็เพื่อช่วยมนุษย์อย่างพวกเรา ทำเรื่องที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์ให้เป็นไปได้… และพัฒนาการของ AI เป็นเรื่องไม่ง่ายที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจ ทั้งๆ ที่ AI เกิดและสร้างขึ้นเพื่อทำให้หลายอย่างง่ายสำหรับมนุษย์ทุกคน

โทรศัพท์มือรุ่นใหม่ๆ มักจะมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการถ่ายรูปที่ฝัง AI มาด้วย เพื่อช่วยให้การถ่ายรูปแบบมืออาชีพที่ต้องรู้เรื่องแสงและศิลปะชั้นสูง เหลือเพียงเปิดกล้องกดชัตเตอร์… และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ทั้งหมดมากับเทคโนโลยี Speech-to-Text ที่สามารถแปลงเสียงพูดเป็นตัวอักษร ให้คนส่วนใหญ่ใช้คีย์บอร์ดเสียงเหมือนบอกให้เลขาพิมพ์ตาม… ส่วนเทคโนโลยี Text-to-Speech ที่แปลงข้อความไปเป็นเสียงอ่านหรือเสียงพูด นับวันก็ยิ่งรื่นหูไม่กระด้างเป็นหุ่นยนต์เหมือนสิบปียี่สิบปีที่แล้ว… แค่มือถือเครื่องเดียวกับความสามารถพื้นๆ ที่คนส่วนใหญ่ใช้งานกันทุกวัน ก็มี AI ทำงานรับใช้คนหลายอย่าง… และยังมีเทคโนโลยี AI แทรกอยู่ข้างในอีกมาก

ประเด็นก็คือ AI มีประโยชน์กับมนุษย์ล้นเหลือเกินกว่าจะพูดถึงได้หมดอย่างละเอียด เพราะ AI คือกลไกการตัดสินใจตามวัตถุประสงค์ที่คนออกแบบต้องการ ในขณะเดียวกัน… AI ก็อาจจะคุกคามทุกๆ สิ่งหากถูกออกแบบสร้างมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ… เพราะ AI ทำงานกับ Input/Output หรือข้อมูลเข้าออกระบบตลอดเวลา การควบคุมข้อมูลขาเข้าที่ไม่ดี ก็จะได้ผลลัพธ์ขาออกที่ไม่ดีไปด้วย… หลายฝ่ายที่รู้จัก AI อย่างดีจึงพูดถึง AI ทั้งด้านที่เป็นคุณอนันต์และด้านที่เป็นโทษมหันต์เสมอ

สหรัฐอเมริกาเองถึงขั้นตั้งหน่วยงานความมั่นคงด้าน AI ขึ้นมารับผิดชอบโดยตรงหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ The National Security Commission on Artificial Intelligence หรือ NSCAI หรือบางคนเรียกว่า New CIA หรือ ซีไอเอใหม่ ตาม Public Law 115 – 232 Section 1051 ซึ่งเป็นกฏหมายความมั่นคงฉบับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ในเวบไซต์อย่างเป็นทางการของ NSCAI.GOV มีชื่อของ Dr.Eric Schmidt อยู่ในตำแหน่ง Chairman หรือประธานกรรมการ โดยมีบุคคลสำคัญระดับแถวหน้าทั้งรัฐและเอกชนทั่วสหรัฐร่วมเป็นกรรมการและทำหน้าที่ต่างๆ ในองค์กร

ผมเป็นแฟนคลับของ Dr. Eric Schmidt มานานตั้งแต่ชายคนนี้ยังเป็น CEO ให้ Google และพา Google กลายเป็น Tech Company ที่โตเร็วที่สุดและมีทรัพย์สินแตะอันดับหนึ่งในอเมริกาในบางปีที่ Eric Schmidt บริหารงานอยู่

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Dr. Eric Schmidt อย่างเกิดปี 1955 จบปริญญาตรีจาก Princeton… จบปริญญาโทและเอกจาก UC Berkeley เข้าทำงานที่ Google ปี 2001… IPO Google ปี 2004 มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขียนหนังสือที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งคือ How Google Work หรือฉบับแปลไทยชื่อ คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google

Dr. Eric Schmidt เริ่มชีวิตการงานสาย IT หรือ Information Technology มากมายใน Silicon Valley หลายแห่งรวมทั้ง Bell Labs, Zilog และ Palo Alto Research Center หรือ PARC ซึ่งล้วนเป็น Tech Companies รุ่นแรกๆ ที่ทำให้หลายเมืองรอบอ่าว San Francisco กลายเป็นศูนย์กลางแรงดึงดูดด้านเทคโนโลยีของโลกมาจนถึงปัจจุบันในนาม The Silicon Valley… Dr. Eric Schmidt จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางใน Silicon Valley มานานก่อนจะมี Google 

Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ก่อตั้ง Google ที่นับหนึ่งกันมาตั้งแต่ปี 1998 รวมทั้ง Sundar Pichai ในฐานะ CEO คนปัจจุบันของ Alphabet บริษัทแม่ของผลิตภัณฑ์ Google ทั้งหมด ต่างยอมรับนับถือและยกย่อง Dr. Eric Schmidt อย่างสูงที่นำพา Google เติบโตแตกต่างอย่างเด่นชัด ด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งของโลก

สำหรับ Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ก่อตั้ง Google… Dr. Eric Schmidt เป็นมากกว่าอดีตผู้บริหารของ Google ในตำนานจากช่วงเวลาที่ Larry Page และ Sergey Brin ยังไม่ประสีประสาในโลกธุรกิจ… การเกิดของ Google อาจจะมาจาก Larry Page และ Sergey Brin แต่เครดิตการสร้างความยิ่งใหญ่เติบโตให้ Google จนคนทั้งโลกนึกไม่ออกว่า โลกที่ไม่มี Google จะเป็นยังไง… ล้วนเพราะมี Dr. Eric Schmidt นำพาอาณาจักร Google หลังการเกิดเพียงสามขวบจนยิ่งใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

Dr. Eric Schmidt ชายผู้เป็นดั่งลมใต้ปีกของ สองผู้ก่อตั้ง Google
Larry Page และ Sergey Brin

Dr. Eric Schmidt โบกมือลาตำแหน่งประธานกรรมการของ Alphabet ในปี 2017 เพื่อเดินหน้าทำสิ่งที่ตนมุ่งมั่น โดยเฉพาะ The Schmidt Family Foundation หรือ มูลนิธิครอบครัวชมิดท์ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 2006 โดยภรรยาของเขา… Wendy Schmidt ด้วยทุนก่อตั้ง 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนกิจการหลากหลายโดยเฉพาะการสนับสนุนทุนวิจัยเทคโนโลยีพลังงาน รวมทั้งทุนการศึกษาและทุนการศึกษาวิจัยในมหาวิทยาลัยมากมายทั่วสหรัฐ รวมทั้งช่วยเหลือกิจการด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมอีกหลายโครงการทั่วโลก

ในมุมมองของผม Dr. Eric Schmidt มีหลายอย่างให้เรียนรู้ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับธุรกิจเข้าด้วยกันจนกลายเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่คนทั้งโลกขาดไม่ได้… 

และในโลกธุรกิจ… วัฒนธรรมองค์กรของ Google ถือว่าโดดเด่นน่าทึ่งอย่างมากจากข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือเล่มที่ชื่อ Work Rules! ของ Laszlo Bock ในฐานะ Lead HR หรือชื่อตำแหน่งเต็มคือ Vice President of People Operations  ที่ดูแลทรัพยากรมนุษย์ให้ Google จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็นคัมภีร์สำหรับ Startup ขั้นพื้นฐานเล่มหนึ่งทีเดียว… และทุกคนใน Google รู้ดีว่า วัฒนธรรมการทำงานที่ Google ล้วนมาจากการนำของ Dr. Eric Schmidt ชายผู้ทำให้คำว่า “Don’t be Evil” สร้างความไว้วางใจให้ผู้ใช้ Google และรัก Google เกินความเป็นจริงไปเยอะทีเดียวในหลายๆ ประเด็นจริยธรรมทางไซเบอร์

โดยส่วนตัวผมชอบประโยคเด็ดจาก Dr. Eric Schmidt หลายท่อน แต่ที่สุดคือข้อความที่บอกว่า We Run The Company By Questions, Not By Answers มากที่สุด… ไม่ใช่แค่เพราะข้อความนี้จะบอกวิธีคิดและวิธีบริหารงานของ Dr. Eric Schmidt เท่านั้น… แต่ข้อความนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ทั้งจากผลงานของ Dr. Eric Schmidt เองและคนอีกมากที่จริงจังกับ “แนวทางคำถาม” ในมิติการจัดการที่ใช้ได้กับแทบทุกกรณี

Eric Emerson Schmidt เกิดวันที่ 27 เมษายน ปี 1955 และประสบความสำเร็จโดดเด่นมาตั้งแต่อายุยังน้อย… ย้อนกลับไปปี 1990 ซึ่ง Eric Schmidt ในวัย 35 ปีได้ทำนายไว้ว่า “เครือข่าย หรือ Network จะกลายเป็นคอมพิวเตอร์” จนมีคนเรียกที่สิ่งเขาพูดไว้ว่า “Schmidt’s Law” ที่บอกว่า “When the network becomes as fast as the backplane of your computer, the computer hollows out, its components dispersing across the Web, its value migrating to search and sort functions. เมื่อเครือข่ายมีความเร็วเหนือกว่าความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างชิ้นส่วนอยู่เบื้องหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ พลังของคอมพิวเตอร์จะหาช่องออกไปภายนอก เพื่อเชื่อมกับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วเวบ จะเป็นการย้ายคุณค่าของคอมพิงเตอร์ไปสู่ฟังก์ชั่นการสืบค้นและเรียงลำดับ…

Schmidt’s Law เกิดขึ้นก่อนการเกิดของ Google ถึง 8 ปี และหลายคนเชื่อว่า Larry Page และ Sergey Brin ตามหา Eric Schmidt เพราะ Schmidt’s Law ท่อนที่แสดงวิสัยทัศน์เรื่อง Search Engine สำหรับ World Wide Web เอาไว้อย่างชัดเจนนั่นเอง และ 11 ปีต่อมา Schmidt’s Law ก็เกิดขึ้นจริงจนเป็นที่ประจักษ์ ท่ามกลางฟองสบู่ดอทคอมของบรรดาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตและ WWW ต่างล้มระเนระนาดในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ… กลายเป็นปุ๋ยให้ Google เติมโตโดดเด่นที่สุด

Dr. Eric Schmidt ยังเคยเป็นกรรมการบริหารคนสำคัญใน Apple ในช่วงเวลาที่ Steve Jobs กลับมาเป็น CEO ของ Apple อีกครั้งและเชิญ Dr. Eric Schmidt เข้าร่วมเป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2006 ก่อนจะลาออกจาก Apple ในปี 2009 เพราะ iPhone กับ Android กลายเป็นคู่แข่งกัน

Eric Schmidt และ Steve Jobs
2007

Dr. Eric Schmidt ถือเป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่มีรายได้หลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการเป็นลูกจ้าง ที่มีรายได้ตอบแทนจาก Stock Options หรือ หุ้นตอบแทนค่าจ้างเพิ่มเติม โดยไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งหรือผู้ถือหุ้นหลัก… และยังคงเลือกเป็นนักบริหารมือปืนรับจ้างอย่างซื่อสัตย์ มากกว่าที่จะพยายามเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทรัพย์สินในกิจการที่ตนเองบริหาร… นั่นทำให้ Dr. Eric Schmidt กลายเป็นที่ต้องการของฝ่ายความมั่นคง จนถูกดึงตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Defense Innovation Advisory Board หรือคณะกรรมการที่ปรึกษานวัตกรรมด้านกลาโหม ในสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ในปี 2016 โดยมีชื่อ Jared Cohen เป็นที่ปรึกษาในบทบาทที่เกี่ยวกับความมั่นคงและกิจการระหว่างประเทศหลายกรณี จนมีชื่อ Eric Schmidt กับ Jared Cohen เคลื่อนไหวด้วยกัน

กรณีงานหลังเกษียณของ Dr. Eric Schmidt ใน NSCAI ที่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยยะสำคัญเรื่องวิวัฒนาการของ AI ที่สหรัฐอเมริกาปล่อยให้คู่แข่งสำคัญอย่างจีน พัฒนา AI ก้าวหน้าล้ำไปก่อนไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นภาระกิจสำคัญของ NSCAI ที่ด้านหนึ่งต้องเดินหน้าเร่งเครื่องพัฒนา AI ด้วยพลังหนึ่งเดียวของฝั่งสหรัฐ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านบีบคั้นจีน จนกลายเป็นสงครามการค้าและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับสงครามไปแล้ว… ภาพที่คนทั้งโลกเห็นประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง Donald Trump ทะเลาะกับจีนและหัวเว่ย จึงเป็นเพียงหน้าฉากที่เบื้องหลังมีความเคลื่อนไหวของ NSCAI อยู่ด้วยอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนั้น Dr. Eric Schmidt ยังทำหลายอย่างที่น่าทึ่งเช่น นำอินเตอร์เน็ตไปสู่เกาหลีเหนือ ด้วยการเดินทางเข้าเกาหลีเหนือด้วยตนเองในปี 2013 และยังช่วยให้เมียนมาร์ออกจากหลังกำแพงทหารด้วยการเอาอินเตอร์เน็ตไปให้แผ่นดินเมียนมาร์ในปีเดียวกัน… โดยมีเงาของ Jared Cohen ผู้เคยทำงานด้านการต่างประเทศให้ทั้ง Hillary Clinton และ Dr. Condoleezza Rice อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาจากสองประธานาธิบดีต่างพรรคอีกต่างหาก และ Jared Cohen ยังเป็น CEO ของ Jigzaw หรือชื่อเดิมคือ Google Ideas กับภาระกิจเปิดประเทศที่ถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตจนถึงยุคประธานาธิบดี Donald Trump ด้วย… ซึ่งเรื่องของ Jared Cohen กับ Jigzaw มีประเด็นให้พูดถึงอีกมากมาย

ผมอ่านหนังสือของ Dr. Eric Schmidt ไปแล้วสองเล่มคือ How Google Work ที่กล่าวไปแล้ว กับ Trillion Dollar Coach: The Leadership Playbook of Silicon Valley’s Bill Campbell เรื่องราวของโค้ชที่ CEO ผู้มีชื่อเสียงมากมายอย่าง Steve Jobs และ Eric Schmidt ต่างยกย่องเป็นครูและที่ปรึกษา ซึ่ง Bill Campbell คนนี้ถือแนวคิดการสร้างอาณาจักรธุรกิจ ด้วยหลักคิดและบริหารธุรกิจแบบทีมที่เรียบง่าย แต่เข้าถึงอย่างทรงพลังและน่าทึ่งสุดๆ ในทัศนะของผม… อีกเล่มที่บอกตัวเองว่าต้องหาเวลาอ่านแล้วคือ The New Digital Age ที่ Eric Schmidt มีชื่อคู่กับ Jared Cohen บนปกหนังสือ… 

ระยะหลังๆ เวลาผมเห็นชื่อ Eric Schmidt กับ Jared Cohen สองคนนี้ด้วยกันทีไร… ผมคิดถึงเรื่องราวของ Sir William Samuel Stephenson เจ้าของนามเรียกขาน Intrepid หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ… ในฐานะคนที่ได้รับยกย่องให้เป็น Master Spy หรือต้นแบบสายลับตัวพ่อ ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของ Winston Churchill ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้ชัยชนะ… ผมไม่รู้ว่า “คำถาม” สำคัญเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์และอะไรๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องคน เทคโนโลยีจนถึง AI ใน Company ใหม่ของ Dr. Eric Schmidt ได้คำตอบว่าอย่างไร

แต่ดูจากความเคลื่อนไหวหลังเกษียณแล้ว… ผมว่าคำตอบคงออกแนวเครียดๆ จนเกิดคำถามอีกหลายชั้นตรงไปหาคำตอบที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ!!!

อ้างอิง

https://www.nscai.gov/about/about/fy19-ndaa-section-1051
https://en.wikipedia.org/wiki/Eric_Schmidt
https://abc.xyz/investor/news/releases/2017/1221/
https://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Google
EricSchmidt.com

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email