Properea

รายละเอียดภาษีที่ดินใหม่… สั้นๆ ชัดๆ

จากข้อมูลในปี 2561 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า… ประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุด 10 เปอร์เซนต์ถือครองที่ดิน 94,860,000 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 61.5 เปอร์เซนต์… ขณะที่ประชากรที่ยากจนที่สุด 10 เปอร์เซนต์ของประเทศ… ถือครองที่ดินรวมกันเพียง 68,330 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1 เปอร์เซนต์… โดยมีตัวเลขช่องว่างแตกต่างกันกว่า 853.6 เท่า

แม้จะเป็นการเปรียบเทียบ 10 เปอร์เซนต์ที่รวยที่สุด กับ 10 เปอร์เซนต์ที่จนที่สุด แต่ช่องว่างที่พบเป็นตัวเลขสัดส่วนที่น่าตกใจไม่น้อย… แนวคิดการออกมาตรการทางภาษีในลักษณะอัตราก้าวหน้าจึงเกิดขึ้น จนนำเรามาถึงภาษีที่ดินใหม่ที่จะเริ่มใช้ 1 มกราคม 2563 นี้แล้ว

ท่านที่ถือกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด กรุณาตรวจสอบให้ชัดเจนว่าต้องจัดการบ้านที่ดินแปลงไหนอย่างไร… หลายกรณีต้องยื่นภาษีภายในเดือนเมษายน… ไม่ได้ผ่อนผันเหมือนบางกรณีที่ผ่อนผันการยื่นไปถึงเดือนสิงหาคม

แต่ก็ต้องยื่น!

คุณประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบายแยกประเด็นให้เห็นชัดๆ ว่า… ภาษีที่ดินจะเก็บจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถือครอง โดยอัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจะดูจากการใช้ประโยชน์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ประกอบด้วย อัตราภาษี 4 ประเภท ได้แก่ 

1. เกษตรกรรม 
2. อยู่อาศัย 
3. อื่นๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรรมและอยู่อาศัย 
4. รกร้างว่างเปล่า 

ซึ่งผู้เสียภาษีจะต้องเสียภาษีทุกปี และต้องชำระภายในเดือนเมษายนของปีนั้นๆ ยกเว้นปี 2563 สามารถชำระภาษีได้ถึงเดือนสิงหาคม 2563

ส่วนการหามูลค่าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งห้องชุด ให้นำราคาประเมินทุนทรัพย์ หรือราคาประเมินของกรมธนารักษ์ มาใช้คำนวณ… แต่สำหรับปี 2563 นี้ให้นำบัญชีราคาประเมินปี 2559-2562 มาใช้ก่อน 

สำหรับกรณีที่ดินใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม… 

จะยกเว้นภาษีให้แก่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้ประโยชน์ที่ดินทำเกษตรกรรม ในปี 2563-2565 หลังจากนั้น… ตั้งแต่ปี 2566 มูลค่าที่ดิน 50 ล้านบาทแรก จะได้รับการยกเว้น จากนั้นที่ดินมูลค่า 51-75 ล้านบาท เสียอัตรา 0.01%… มูลค่าที่ดิน 75-100 ล้านบาท เสียอัตรา 0.03%

ส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่า มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เสียอัตรา 0.3% และเพิ่ม 0.3% ทุก 3 ปีแต่อัตราภาษีรวมไม่เกิน 30%

สำหรับที่อยู่อาศัย…

กรณีเป็นบ้านหลังหลักและมีชื่อเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุด… จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่าที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท 

ส่วนบ้านหลังที่สองหรือหลังอื่นๆ… หากมีชื่อเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างอย่างเดียว หรือปลูกสร้างบนที่ดินบุคคลอื่น จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับสิ่งปลูกสร้างที่มูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท 

สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเป็นเจ้าของ แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและไม่ได้นำไปให้เช่า… จะถือเป็นบ้านหลังอื่นๆ ซึ่งต้องเสียภาษีอัตรา 0.3% ต่อปี

ทั้งนี้ ผู้ที่เคยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบำรุงท้องที่ และต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมเนื่องจากกฎหมายนี้ จะได้บรรเทาภาระภาษีของส่วนต่างเมื่อเทียบกับภาษีที่เคยเสียในปี 2562 ดังนี้ 

– ปีที่ 1 ภาษีเดิมปี 2562 + 25% ของส่วนต่าง
– ปีที่ 2 ภาษีเดิมปี 2562 + 50% ของส่วนต่าง 
– ปีที่ 3 ภาษีเดิมปี 2562 + 75% ของส่วนต่าง

ในระหว่างนี้ ผู้ที่เสียภาษีต้องให้ความสำคัญ 3 ขั้นตอน คือ…

1. ตรวจสอบบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า มีการระบุประเภท ขนาด และลักษณะการใช้ประโยชน์ว่าถูกต้องหรือไม่ หากผู้เสียภาษีพบว่า บัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของตนเองไม่ถูกต้อง สามารถยื่นคำร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้

2. ตรวจสอบแบบประเมินภาษีที่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งประเมินภาษีแก่ผู้เสียภาษี โดยผู้เสียภาษีจะต้องตรวจสอบการประเมินภาษีดังกล่าวว่า… ใช้ราคาประเมิน ทุนทรัพย์และอัตราภาษีตรงตามมูลค่าและการใช้ประโยชน์หรือไม่ รวมถึงการคำนวณภาษีว่าถูกต้องหรือไม่ หากผู้เสียภาษีพบว่า การประเมินภาษีไม่ถูกต้อง สามารถยื่นเรื่องคัดค้าน และอุทธรณ์ภายใน 30 วัน

3. ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด โดยกระทรวงมหาดไทย ประกาศขยายเวลาในการชำระภาษี ให้สามารถชำระได้ภายในเดือนสิงหาคม 2563 เพื่อจะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ เป็นแรงกระตุ้นให้บรรดาแลนด์ลอร์ด ต่างนำแลนด์แบงก์ที่ทิ้งร้างเป็นที่รกร้างออกมาทำประโยชน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง เพราะพื้นที่ที่ถูกปล่อยรกร้างจะเจอรีดภาษีหนักกว่า… อย่างกรณีสวนมะนาวบนที่ดินมูลค่าหลายสิบพันล้านบาทขนาด 24 ไร่ บนถนนรัชดาภิเษก ด้วยมูลค่าที่ดินเกิน 100 ล้าน ต่อให้ปลูกมะนาวกลางกรุงและเข้าเกณฑ์เกษตรกรจริง ก็ยังต้องจ่ายภาษี 0.03% ในปี 2566 เป็นต้นไปอยู่ดี

นอกจากนั้น… มีข่าวว่า ตระกูลแลนด์ลอร์ดเจ้าของที่ดินมากมาย ต่างตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจการเกษตรกันอย่างคึกคัก… และอะไรๆ คงไม่เหมือนเดิม ซึ่งปรากฏการณ์ที่กลุ่มทุนขยับตัวระดับนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน… แรงกระเพื่อมรอบนี้น่าจะส่งผลกระทบยาวไปอีก 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย… โดยเฉพาะกับผู้ที่มีที่ดิน 20 เปอร์เซนต์ของประเทศ ที่เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินกว่า 80 เปอร์เซนต์ในระบบ… รวมทั้งท่านที่มีที่ดินเกิน 1,000 ไร่ อีก 837 รายด้วย

ประเด็นก็คือ… ข้อมูลถูกกางให้เห็นหมดเลยครับ!

ขอบคุณภาพจาก Dusit Suites Rachadamri

Related Posts