ภัยแล้ง 2020… ถึงเวลา AgTech เพื่อเกษตรยั่งยืน

Thailand Drought 2020

การเขย่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากผลกระทบในวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้ทุกคนต้องจำยอมกับเงื่อนไขที่หลายคนรู้ว่า พ้นวิกฤตไปแล้วก็คงไม่มีอะไรกลับไปเหมือนเดิม… การสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นที่หายากเหลือเกินในภาวะแบบนี้ ที่สุดท้ายก็ต้องเดินหน้าจัดการสถานการณ์ทางระบาดให้ได้ก่อน

การปิดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้หลายคนตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ในขณะที่หลายจังหวัดก็ต้องปิดพื้นที่เสี่ยงมากมายไม่แตกต่าง… แต่ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือปากท้องและรายได้ ที่ผมเชื่อว่า จะมีคนเดือดร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสะสมมากขึ้นทุกวันจนมีปัญหาให้ทุกภาคส่วน ต้องแก้ไขยาวไปอีกหลายเดือนนับจากนี้… 

เรื่องปากท้องน่ากังวลมากกว่าไวรัสโคโรน่าสำหรับหลายๆ คนแน่นอน… ประเด็นก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายได้จากการทำงานที่บ้าน หรือยืนห่างคนอื่นสองเมตรนอกชุมชน โดยเฉพาะแรงงานรายวันที่กำลังแห่กลับภูมิลำเนาที่โชคร้ายซ้ำเข้าไปอีกเมื่อประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะภัยแล้งที่คาดว่า… จะยาวนานจนถึงมิถุนายนของปีเลยทีเดียว

ผมกำลังพูดถึงแนวโน้มค่าครองชีพทั้งข้าวปลาอาหารพืชผัก ที่ย่อมจะแพงขึ้นกว่าเดิมเพราะภัยแล้งคุกคามผลผลิต ทั้งนาปรัง มันสัมปะหลัง อ้อยหรือพืชผักมากมายไม่ได้อุดมสมบูรณ์… และอาชีพเกษตรเพื่อหลบภัย COVID-19 ของหลายๆ คนก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน

EIC หรือ Economic Intelligence Center โดยธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ออกรายงานการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ว่า… สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2020 เริ่มเร็ว รุนแรง และมีแนวโน้มที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา… ในช่วงปลายปี 2019 ระดับน้ำเก็บกักในเขื่อนหลายภูมิภาคเริ่มลดลงก่อนที่จะผ่านพ้นช่วงฤดูฝน สะท้อนว่าประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเร็วกว่าปกติ โดยข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงเดือนกันยายน 2019 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 ว่า…

มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายรวม 1,624,501 ไร่… ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1,442,674 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 89% ของพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายโดยรวม ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ 180,684 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกพืชสวนและอื่นๆ อีก 1,143 ไร่

เมื่อพิจารณาระดับน้ำในเขื่อน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2019 พบว่า ภูมิภาคที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย ได้แก่ ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออก ในขณะที่ภาคกลางเผชิญภาวะน้ำในเขื่อนน้อยเข้าขั้นวิกฤติแล้ว โดยทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก และกลาง มีปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำกว่าระดับน้ำเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และยังต่ำกว่าระดับน้ำเก็บกักของปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งสะท้อนว่า… ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยแล้งระดับรุนแรง โดยปัจจุบัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินด้วยภัยแล้งแล้ว รวมทั้งหมด 22 จังหวัดไปแล้ว… 

และกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ภัยแล้งในปี 2020 จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีแนวโน้มแล้งยาวไปถึงเดือนมิถุนายน 2020

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…  EIC จึงได้ประเมินผลกระทบของภัยแล้งต่อผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยสัดส่วนจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช 5 ชนิดดังกล่าวรวมกันคิดเป็น 97% ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ 

ผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้น พบว่า ภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวนาปรัง อ้อย และมันสำปะหลังเนื่องจากมีการเพาะปลูกมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยข้าวนาปรังเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 แล้ว ในขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยข้าวนาปรัง อ้อย และมันสำปะหลังจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน ปี 2020 ในปริมาณมาก

ผมแนบลิงค์รายงานฉบับเต็มไว้ให้ใต้อ้างอิงเช่นเดิมครับ… สำหรับข้อมูลทั้งหมด!

เรื่องของเรื่องคือ ไม่ว่าจะอ่านมุมไหนก็ไม่มีข่าวดีเสียเลยกับภาคเกษตรที่นับวันเราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปเรื่อยๆ หากภาคเกษตรของประเทศไทยยังทำกินกันแบบพึ่งธรรมชาติมากมายขนาดนี้… 

ท่านที่กลับภูมิลำเนาเพื่อหลบภัยเหมือนได้พักร้อนผมยินดีกับท่านด้วยก็แล้วกัน… ส่วนท่านที่กลับภูมิลำเนาเพื่อรื้อฟื้นอาชีพทางการเกษตร หรือแม้แต่ท่านที่ทำนาทำสวนทำไร่อยู่เดิมและได้รับผลกระทบ แบบปีไหนมีของขาย ก็ราคาตก… ส่วนปีไหนน้ำแล้งแทบไม่มีของจะขายค่อยราคาแพงอย่างปีนี้ ซึ่งงานวิจัยทุกสำนักเศรษฐกิจชี้ว่า… สินค้าเกษตรจะแพงขึ้นทุกชนิด แต่เกษตรกรคงจนเท่าเดิมเพราะแห้งแล้งและไม่มีอะไรจะขาย… 

ถึงตรงนี้ผมก็ไม่ทราบว่าจะพูดถึงอะไรต่อดี… มีก็ข่าวดีเรื่องงานหนึ่งข่าว ที่ไม่เกี่ยวกับน้ำแล้งมาฝาก… ได้ยินมาว่าช่วงปิดเมืองสู้ COVID-19 คราวนี้… 7-11 รับคนส่งของจำนวนมาก ซึ่งถ้าท่านใดพร้อมก็ลองแวะไปสอบถามที่ 7-11 ใกล้บ้านดู

ส่วนท่านที่อยากปรับไร่นาไปทำเกษตรสมัยใหม่ที่พึ่งพาธรรมชาติน้อยลงแบบที่เรียกว่า AgTech Driven หรือการทำเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยี และอยากรู้ข้อมูลอะไรแค่ไหน… Add line @properea ทักเข้ามาและทิ้งข้อความไว้ได้เลยครับ ช่วงนี้ตอบช้าหน่อยแต่ตอบทุกท่านแน่นอน… และผมคิดว่าโอกาสนี้เหมาะมากที่เราจะพลิกไปใช้เทคโนโลยีการเกษตร ที่พึ่งพาได้มากกว่าทั้งฝนแล้ง น้ำท่วมหรือโรคระบาด…

เพราะสุดท้ายแล้ว… พืชผักข้าวปลาล้วนของจริงของชีวิต!

อ้างอิง

https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/6659/fl65qe2x1g/EIC-Note_drought_TH_20200302.pdf
https://brandinside.asia/7-eleven-delivery-service-test/

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

Cashflow

เศรษฐกิจไทย… ซึมยาว!

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ EIC คาดการณ์ถึงมาตรการที่เตรียมไว้จากธนาคารแห่งประเทศไทย หากเศรษฐกิจไทยปรับแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หรือ ภาวะการเงินไทยปรับตึงตัวขึ้น… ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องงัดออกมาใช้ลำดับถัดไป เช่น การเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือ Quantitative Easing หรือทำ QE… ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม… หรือ ดำเนินมาตรการ Yield Curve Control

Khon Kaen

TOD ที่สถานีรถไฟขอนแก่น

ขอนแก่นถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 3 เมือง ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนา TOD หรือ Transit Oriented Development หรือ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน มีความหนาแน่นสูง และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน

รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 และแนวโน้มปี 2563… โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ปรับตัวลดลง 12.2% ต่อเนื่องจาก การลดลง 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า YoY หรือ Year on Year หรือ การเปรียบเทียบตัวเลขรายไตรมาสในช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้า… และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ลดลงจากไตรมาสแรกของปี 2563 9.7%… รวมครึ่งแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลง 6.9%