มีการคาดการณ์ตลอดช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาว่า… Smart Wearable ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขอย่างไม่เป็นทาง การประเมินยอดขายในประเทศไทยสูงขึ้นเฉลี่ย 23% ต่อปีตลอดสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ประเภทเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีการพัฒนาในเรื่องของความแม่นยำและประสิทธิภาพ… จากการคาดการณ์ของ International Data Corporation หรือ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐระบุว่า จำนวนการขายอุปกรณ์ Smart wearable ทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยสะสมถึง 11.6% ต่อปี จาก 123 ล้านชิ้นในปี 2018 เป็น 190 ล้านชิ้นในปี 2022

ตัวเลขการจำหน่ายและส่งออกของกลุ่ม Smart Wearable โดยเฉพาะ Smart Watch และ Hearables เติบโตขึ้นหลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดทั่วโลก… Jitesh Ubrani นักวิจัยของ IDC Mobile Device Trackers ให้ความเห็นว่า… การเติบโตแบบเลขสองหลัก ไม่เพียงบ่งบอกถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่า หลายๆ คนมีอุปกรณ์สวมใส่เป็นครั้งแรกทั้งในตลาดเกิดใหม่และตลาดที่พัฒนาแล้ว ในขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัด และเปิดเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2020 ซึ่งช่วยหนุนกิจกรรมกลางแจ้งและความต้องการ Smart Wearable เพิ่มขึ้น… ในขณะที่ช่วงราคาก็กว้างขึ้นจากผู้ผลิตและจำหน่ายจำนวนมากเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น

Apple เป็นผู้นำตลาด Smart Wearable จากผลิตภัณฑ์ AirPods และ Apple Watch ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดราว 41 ล้านชิ้น คิดเป็น 33.1% หรือ หนึ่งในสามของตลาด Smart Wearable ทั่วโลก… รองลงมาเป็นแบรนด์ Xiaomi จากจีนมียอดขาย 17 ล้านชิ้น ในตัวเลขจำนวนนี้เป็นสายรัดข้อมือพื้นฐานถึง 12.8 ล้านชิ้น จากจุดขายด้านราคา จนทำให้ตัวเลขการขยายตัวของแบรนด์ Xiaomi เติบโตขึ้น 26.4% เมื่อเทียบกับปี 2019… และอันดับสามเป็น Huawei กับยอดขาย ​​13.7 ล้านชิ้น กับส่วนแบ่งทางการตลาดที่  11% แม้จะเจอมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาเต็มๆ แต่หัวเว่ยก็สามารถผลักดันการเติบโตในหลายตลาดได้ดี แม้ว่าการจัดส่งจะกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีนก็ตาม… อันดับสี่ในตลาด Smart Wearable คือ Samsung กับยอดขายหูฟังทุกชนิดรวมกันได 8.4 ล้านชิ้น และ Smart Watch อีก 2.6 ล้านชิ้น ครองส่วนแบ่งไปได้ 9% โดยมี Fitbit และ BoAt ถือส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 2.6% เท่ากันเป็นอันดับ 5 ในไตรมาส 3 ปี 2020

ประเด็นก็คือว่า… ภาพรวมของ Smart Wearable ที่เติบโตเป็นเลขสองหลักแม้ในวิกฤตโควิดที่กระทบทางตรงและทางอ้อมกับธุรกิจเกือบทั้งหมด… แต่กับ Smart Wearable แม้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน จนทำให้การเติบโตช้าลงมากในครึ่งแรก ปี 2020 แต่ก็สามารถกลับมาเติบโตได้ดีในไตรมาสที่สามของปี และยังคงมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง… ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าประสบการณ์จาก Smart Wearable เหล่านี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนให้เข้าสู่ยุคการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อีกมากมายตั้งแต่ Smart Home จนถึง IoT ในโครงสร้างพื้นฐานของ Smart City… เหมือนเมื่อครั้งที่ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากยุคตู้โทรศัพท์ริมถนนมาเป็นยุคมือถือทุกหนแห่งอย่างในปัจจุบัน

ที่จะบอกก็คือ… กระแส Smart Wearable กับการเชื่อมต่อ IoT ในชีวิตประจำวันเริ่มเห็นสัญญาณชัดมากแล้วครับ… ส่วนใครจะเห็นโอกาสและแปลงโอกาสครั้งนี้อย่างไร ก็คงได้เห็นสีสันกันอีกไม่นาน…

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line ท่านจะได้ Link บทความใหม่ทุกเช้า

Related Post

Albert Einstein

In The Midst Of Every Crisis Lies Great Opportunity ― Albert Einstein

จุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงเกิดขึ้นด้วยการรวมตัวกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะ Conrad Habicht และ Maurice Solovine ตั้งกลุ่ม The Olympia Academy ขึ้นเพื่อพบปะพูดคุยถกปัญหาด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญา โดยกำหนดให้แต่ละคนไปอ่านหนังสือผลงานของบุคคลที่โดดเด่นและน่าสนใจ แล้วมาอภิปรายกันว่าใครมีความคิดเห็นอย่างไร… ซึ่งเข้าทางคนที่มีพื้นฐานคิดต่างมาตั้งแต่เด็กอย่าง Albert Einstein จนสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญทางวิทยาศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่วิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ไม่มีอะไรใหม่ตั้งแต่ผลงานของ Sir Isaac Newton และผลงานสนามแม่เหล็กของ James Clerk Maxwell จนมีการกล่าวว่า… ไม่มีอะไรใหม่ให้ค้นพบอีกแล้วในเรื่องฟิสิกส์ ทั้งหมดที่เหลืออยู่เป็นการวัดค่าให้แม่นยำมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น

Jack Dorsey

Make Every Detail Perfect And Limit The Number Of Details To Perfect ~ Jack Dorsey

Jack Dorsey ไม่เหมือนนักธุรกิจแพลตฟอร์มเจ้าอื่นอย่าง Google หรือ Facebook ที่มีการซื้อกิจการอื่นๆ เข้ามาอยู่ในเครือเป็นระยะๆ เพื่อสร้างความได้เปรียมในการแข่งขัน… แต่ Jack Dorsey เลือกโฟกัสการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองโดยเอา Users เป็นศูนย์กลาง

Trend 2020 : GenX

ในทางการตลาดที่แบ่งคนเป็น Generation ต่างๆ ด้วยช่วงวัย หรือปีเกิด… จะกำหนดให้ Generation X คือคนที่เกิดช่วง 1960-1980 ส่วนการระบุปีกันชัดๆ อันนั้นก็แล้วแต่ว่า… ใครจะยึดตัวเลขจากสำนักไหนมาใช้… แต่ที่ Properea วันนี้เราจะโฟกัสแนวโน้มจากกลุ่มคนอายุ 44-54 ปี เพราะผมใช้วารสารจาก TCDC เป็นเอกสารอ้างอิงหลัก

ภาษีที่ดินใหม่… ในมือท้องถิ่น

หลังพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า “ภาษีที่ดิน” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บรายปี ตามมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลจะเป็นหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงานจัดเก็บ ซึ่งจะเริ่มต้นดำเนินงานจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 นั้น