SET ในวิกฤติ COVID-19… กับภาพเปลือยเศรษฐกิจไทยที่ไร้โครงสร้าง

Domino

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index ปิดตลาดวันที่ 9 มีนาคม 2020 ด้วยตัวเลขดัชนี 1,255.94 ลดลงอีก 108.63 ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางข่าวร้ายทางเศรษฐกิจและอีกสารพัดข่าวที่หาข่าวดีๆ ไม่ได้จริงๆ เสียด้วย… ยิ่งถ้านับพวกข่าวปลอมบวกข่าวลือเข้าไปด้วย ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศไทยที่คนป่วยกับคนตายในวิกฤติ COVID-19 ตัวเลขต่ำมาก… แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกับเละเทะแทบไม่มีหลักให้คว้าซักนิด

ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงภาวะและผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤติ COVID-19 แล้ว แต่หลายท่านก็ทักถามพูดคุยทางไลน์เข้ามาทุกวันและวันละหลายท่าน ตั้งแต่สองสามสัปดาห์ที่แล้วเรื่อยมา… หลายท่านเป็นนักลงทุนอาชีพที่ผมยกย่องเป็นครูบ้าง เป็นที่ปรึกษาบ้าง แต่ก็ให้เกียรติขอความคิดเห็นส่วนตัวผมเข้ามา… จนคุยไปคุยมาข้อมูลกับความคิดเห็นชักจะเยอะ… เลยขออนุญาตรวบมาเขียนในวันที่เห็น SET Index ถอยลงใกล้ 1000 จุดแบบนี้

ผมเขียนต้นฉบับคืนวันที่ 9 มีนาคม 2020 หลังจากเชคข่าวและข้อมูลรอบด้าน ในวันที่ ไม่ได้มีแต่ตลาดหุ้น หรือตลาดหุ้นไทยที่ไหลรูด… ด้านราคาทองคำวันที่ 9 มีนาคม 2020 ก็เคลื่อนไหวผันผวนไม่ธรรมดา… ข้อมูลสุดท้ายของวันชี้ว่า มีการปรับขึ้นลง 22 ครั้งในวันเดียว และปิดวันด้วยราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อน โดยราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 24,800.00 บาท ขายออกบาทละ 24,900.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 24,346.96 บาท ขายออกบาทละ 25,400 บาท… ผันผวนไม่ธรรมดาเช่นกัน

บทวิเคราะห์จาก KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ในเครือธนาคารเกียรตินาคิน ได้รายงานถึงตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เกิดขึ้นทั่วโลก

ซึ่ง KKP Research มองว่า… การกระจุกตัวของเศรษฐกิจไทยในภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ทำให้ไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19… ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในเอเชียจะเห็นว่า… เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก โดยมีการกระจุกตัวสูงมากในภาคการท่องเที่ยว คิดเป็น 12% ของ GDP และการค้าระหว่างประเทศ ที่มูลค่าการส่งออกรวมกับมูลค่าการนำเข้าเท่ากับ 100% ของ GDP… เมื่อเกิดการชะลอตัวของการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ จึงกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหนักกว่าประเทศอื่นๆ

เปรียบเทียบสัดส่วนรายได้ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

รายละเอียดของงานวิจัยจาก KKP Research ผมขอข้ามไปน๊ะครับ เพราะมีหลายสื่อแจกแจงได้ดีอยู่แล้ว… ซึ่งผมจะข้ามไปพูดถึงผลกระทบและรายได้ของคนไทยที่หายไปจากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ลดลง จนเกิดการหยุดงานชั่วคราว ลดชั่วโมงทำงาน และเลิกจ้าง… ซึ่งเป็นความกังวลต่อรายได้ ทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและตัดรายการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง จนแม้แต่การบริโภคภายในประเทศก็จะเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งที่ดับลงต่อจากการท่องเที่ยวและส่งออก

ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้าและเลอะเทอะกับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ามา 5 เดือน ก็แทบไม่เหลือความหวังอะไรที่ 7 เดือนที่เหลือจากนี้ จะพึ่งพาการใช้จ่ายเดียวจากรัฐ ที่ไม่เคยเป็นเสาค้ำเศรษฐกิจชาติได้จริงจังมาแต่ไหนแต่ไร… ส่วนมาตรการจากภาคการเงินการคลังที่งัดเรื่องพักหนี้ลดดอกเบี้ยก็ฟังดูดีหรอกครับ… แต่บางมุมมองก็เหมือนน้ำข้าวช้อนเล็กๆ ที่หวังใหพยุงชีวิตคนป่วยโคม่าก็คงยาก

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาต่างชาติทั้งระบบ โดยที่การใช้จ่ายและลงทุนในชาติเองก็มีแต่เปลือกที่พึ่งตัวเองไม่ได้… SME ไทยที่ปากกัดตีนถีบ กู้เงินมาลงทุนและเสียภาษีเต็มเม็ดไม่เล็ดลอด…. เมื่อเจอวิกฤติกับความช่วยเหลือแบบนายทุนเงินกู้ที่หลายๆ ความช่วยเหลือที่เสนอตัวผ่านโฆษณา… ที่ไม่เคยรับความเสี่ยงใดๆ และปล่อยให้ความเสี่ยงทั้งมวลตกใส่บ่าผู้ประการที่เหลือรอดได้ต้องเก่งจริงๆ เท่านั้น… มาตรการอย่างพักหนี้ลดดอกเบี้ย ที่ฟังดูก็เคลิ้มดีหรอก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าช่องทางทำมาหากินค้าขายตีบตันหมด… และหนี้ยังไม่ได้หายไปไหน… กลายเป็นว่า การพักหนี้ลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ แท้จริงแล้วเป็นนโยบายเพื่อให้เจ้าหนี้เองยืดเวลารอให้ลูกหนี้มีปัญญาใช้หนี้ต่อ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากกว่านี้ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าลูกหนี้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่น่าจะรอดไปได้ในช่วงนี้

SME ในวิกฤติ COVID-19 ครั้งนี้จึงมีสภาพเหมือนเกษตรกรที่ทำมาหากินฝืดเคือง และเจ้าหนี้เมตตาไม่คิดดอกเบี้ย… แต่ทั้งเกษตรกรและ SME ก็ยังฝืดเคืองต่อไปอยู่ดีเพราะเป็นหนี้เขาอยู่เหมือนเดิม… ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยทุกความเชื่อทางการเมือง ก็ออกนโยบายเท่านี้แหละช่วยเหลือคนไทย ที่แค่จ่ายภาษีช้าก็ถูกปรับหลังอานมานักต่อนัก

ฝนแล้งน้ำท่วม… ช่วยเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบด้วยการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ย… เศรษฐกิจการค้าได้รับความเสียหายจากผลกระทบโรคระบาดร้ายแรง… ช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ย… ส่งเสริมผู้ประการ OTOP/SME เตรียมแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสองปีแรก สามปีแรกช่วยเหลือผู้ประกอบการ… และอะไรอีกมากมายที่วนๆ อยู่กับเงินกู้และดอกเบี้ย

ผมไม่ได้โจมตีแนวทางและนโยบายการเงินการคลังน๊ะครับ… และผมทราบว่าสิ่งนี้จำเป็นและสำคัญ แต่เราพึ่งรูปแบบการพยุงปัญหาด้วยกลไกการเงินเพื่อข้ามไปนับต่อเมื่อเหตุการณ์แย่ๆ รอบนี้จบลง… อย่างเดียวไม่ได้… 

คีย์เวิร์ดหนึ่งที่สำคัญมากจาก KKP Research ก็คือคำว่า “กระจุกตัว” ซึ่งเป็นการกระจุกตัวแบบ “พึ่งพาต่างชาติทั้งท่องเที่ยวและส่งออก”… ที่แปลว่าเมื่อไหร่ที่การท่องเที่ยวล้มลง… คนไทยจะขาดรายได้เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมารับบริการ… และแปลว่าเมื่อไหร่ที่การส่งออกล้มเหลว… คนไทยจะตกงานขาดรายได้ เพราะไม่มีใครซื้อของที่คนไทยทำ…

วิกฤติไวรัส COVID-19 จึงเปลือยโครงสร้างรายได้ของประเทศไทยที่พึ่งตัวเองไม่ได้เลยเมื่อยามวิกฤติ… และที่หนักหนากว่านั้นก็เห็นจะเป็นเรื่องภูมิรู้และปัญญาในการแก้ปัญหาระดับมหภาค ที่พึ่งเครื่องมือทางการเงินชุดเดียวครั้งแล้วครั้งเล่า

เห้ออออ!

ขอบคุณข้อมูลจาก KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
ขอบคุณการสรุปข้อมูลงานวิจัยของ KKP Research โดย Brand Inside

https://brandinside.asia/thai-economy-effect-from-coronavirus-a-sign-of-weakness-from-thai-economy-kkp-research-reports/

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line ท่านจะได้ Link บทความใหม่ทุกเช้า

Related Post

6G 2020

Samsung’s 6G White Paper… 1,000 Gbps

White Paper ของ Samsung ยืนยันว่า… การเชื่อมต่อ 6G มีศักยภาพการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1,000 Gbps หรือ 50 เท่าของความเร็ว 20 Gbps ของเทคโนโลย 5G

Space as a Services…

ผมติดตามข่าวคราว Startup นาม WeWork มาไม่นานนัก ซึ่งจะว่าไปแล้วผมไม่ได้สนใจ WeWork เท่าไหร่ในตอนแรก กระทั่ง WeWork ปักหมุดที่กรุงเทพฯ ผมจึงรู้ว่า Space as a Sevices Model ที่ WeWork ขับเคลื่อน… มีมิติให้สัมผัสได้มากกว่าการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์อย่างที่เคยมีมา

Sir David Paradine Frost

Don’t aim for success if you want it ― Sir David Paradine Frost

Sir David Paradine Frost ถือเป็นตัวอย่างที่ดีงามและคนสายสื่อสารมวลชน หรือคนข่าวที่ประสบความสำเร็จ และมีดีในตัวจนวันสุดท้าย… David Frost เสียชีวิตในวันที่ 31 สิงหาคมปี 2013 ด้วยวัย 74 ปีในเรือสำราญ Queen Elizabeth ที่เขาจะต้องขึ้นกล่าวสุนทรพจน์… ซึ่ง David Frost ถือเป็นคนกล่าวสุนทรพจน์ที่มีข้อความดีๆ ในสารจากเขาถึงคนฟังเสมอ…

When One Door Closes, Buy Another One and Open it Yourself

ตามกลิ่นความเชื่อที่สร้างความกลัวและความเกลียดให้ทัน ซึ่งประตูบานนั้นจะปิดโอกาสลงทั้งหมดแล้ว… แล้วมาตามกลิ่นความเชื่อที่สร้างความหวังและความรัก ที่ยังมีโอกาสมากมาย อันเป็นเหมือนประตูสู่โอกาส…