Roadmap Dry Port… แผนพัฒนาท่าขนส่งสินค้าทางบก ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ ขอนแก่น และนครราชสีมา

Dry Port

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณอนุชา บูรพชัยศรี แถลงข่าวการลงพื้นที่ตรวจราชการของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น เป็นการติดตามแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ โดยการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3… โครงการท่าเรือทางบก หรือ Dry Port… การศึกษารูปแบบการเชื่อมโยงอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ด้วยโครงการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกระนองและท่าเรือชุมพร… โครงการพัฒนา Landbridge เชื่อมท่าเรือชุมพรและท่าเรือระนอง และโครงการสะพานไทย

ในปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 1 มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต หรือ Twenty Foot Equivalent Unit หรือ TEU ได้ 4.3 ล้าน TEU… ระยะที่ 2 รองรับได้ 6.8 ล้าน TEU และเมื่อพัฒนาระยะที่ 3 เสร็จสมบูรณ์แล้ว จะรองรับได้เพื่มอีก 7.0 ล้าน TEU รวมทั้งสิ้นเป็น 18.1 ล้าน TEU

ส่วนของท่าเรือบก หรือ Dry Port หรือ บริเวณพื้นที่ตอนในของประเทศที่มีการดำเนินงานเป็นศูนย์โลจิสติกส์ซึ่งทำหน้าที่เสมือนท่าเรือ แต่ไม่มีการขนถ่ายสินค้าขึ้น-ลงเรือ เป็นการรองรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในระบบคอนเทนเนอร์ และมีการเชื่อมต่อการขนส่งได้หลายรูปแบบ โดยมีการขนส่งทางรางเป็นหลัก และจากการศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งท่าเรือบกเพื่อสนับสนุนการให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง พบว่า… จังหวัดที่เหมาะสมคือ ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น นครราชสีมา และนครสวรรค์ โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างท่าเรือทางบกที่ จังหวัดฉะเชิงเทราได้ในปี 2567 จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดนครราชสีมาได้ในปี 2568… จังหวัดนครสวรรค์ได้ในปี 2570 และคาดการณ์ปริมาณการขนส่งผ่านท่าเรือบกในปี 2565 จาก 2.8 ล้านTEU เพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ล้าน TEU ในปี 2600

สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันนั้น ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจังหวัดระนอง เป็นท่าเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ ซึ่งตามโยบายได้กำหนดให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามันของประเทศไทย โดยสามารถขนส่งสินค้าเชื่อมโยงเส้นทางการเดินเรือระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือในกลุ่มประเทศในแถบเอเชียใต้ โดยการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือน้ำลึกระนองดังกล่าว จะสามารถลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า เพราะไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา… ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดที่จะพัฒนาท่าเรือจังหวัดชุมพรเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาให้เป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ Land Bridge โดยโครงการ Land Bridge นี้จะเป็นการขยายขีดความสามารถการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ของประเทศด้วยที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์การค้าโลก สามารถเชื่อมประเทศไทย อาเซียน จีน อินเดีย ตลอดจนเชื่อมโยงประเทศกลุ่มประเทศตะวันออกไกล เข้ากับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสภาพยุโรปให้สะดวกยิ่งขึ้น

รูปแบบการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจนี้ จะประกอบไปด้วยท่าเรือพาณิชย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบริเวณปลายทั้งสองด้านของฝั่งทะเล จังหวัดระนองและ จังหวัดชุมพร โดยมีการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งด้วย ทางรถไฟและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์คู่ขนานบนเส้นทางเดียวกัน เพื่อลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินกับภาคประชาชน สำหรับรูปแบบการดำเนินโครงการ รัฐบาลจะลดการใช้งบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาโครงการด้วย และจะมีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้รับความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้ใช้งบประมาณปี 2563 หรือ งบกลางฯ เพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน หรือ Business Development Model

สำหรับโครงการสะพานไทยนั้น เป็นโครงการก่อสร้างสะพานข้ามอ่าวไทยโดยเบื้องต้นกำหนดทางเลือกไว้ 2 เส้นทางดังนี้  

1. แหลมฉบัง-เพชรบุรี ระยะทาง 86 กิโลเมตร และ
2. พัทยา-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 110 กิโลเมตร 

โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. กระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก  ได้ร่วมกันดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการ หรือร่วมทำ Pre-feasibility Study

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาค ทั้งการขนส่งสินค้าและการสัญจร  โดยได้กำชับว่า ในการศึกษาโครงการต่างๆ นั้น ต้องสร้างความเชื่อมโยงให้เห็นความคุ้มค่าในการลงทุน และเกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP เพื่อประหยัดงบประมาณ สามารถนำเงินงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่ และการดำเนินการทุกอย่างต้องโปร่งใส ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ 

นอกจากนั้นทุกหน่วยงานต้องเร่งทำงาน ใช้ช่วง COVID19 เตรียมพร้อมประเทศ เสริมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่จะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังวิกฤต COVID19 ผ่านไปแล้ว

อ้างอิง

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/35667

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

Income Hole

เสนอเงินกู้หนึ่งล้านล้านบาท และ หลุมรายได้ประเทศไทย

ด้วยขนาดของหลุมรายได้ที่จะหายไปประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันคงไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลังเพื่อช่วยให้รายได้ และ ฐานะทางการเงินของประชาชน และ SMEs กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด… ลดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด ซึ่งในเบื้องต้นเม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP

Dermatology Assist

Dermatology Assist… ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังจาก Google AI

ความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ AI คัดกรองและวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นด้วยตนเอง ถือเป็น “วาระเร่งด่วน” เพราะความตื่นตระหนก การหลอกลวง และ ข้อมูลทางสุขภาพและการรักษาที่เป็นเท็จ บิดเบือน หลอกลวงและขาดรายละเอียดที่ครบถ้วนในอินเตอร์เน็ต ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการสืบค้น และ รายงานความเสียหายในมิติต่างๆ ทั่วโลก สร้างผลกระทบด้านลบซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ลุกลามอยู่… จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

Domino

SET ในวิกฤติ COVID-19… กับภาพเปลือยเศรษฐกิจไทยที่ไร้โครงสร้าง

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาต่างชาติทั้งระบบ โดยที่การใช้จ่ายและลงทุนในชาติเองก็มีแต่เปลือกที่พึ่งตัวเองไม่ได้… SME ไทยที่ปากกัดตีนถีบ กู้เงินมาลงทุนและเสียภาษีเต็มเม็ดไม่เล็ดลอด…. เมื่อเจอวิกฤติกับความช่วยเหลือแบบนายทุนเงินกู้ที่หลายๆ ความช่วยเหลือที่เสนอตัวผ่านโฆษณา… ที่ไม่เคยรับความเสี่ยงใดๆ และปล่อยให้ความเสี่ยงทั้งมวลตกใส่บ่าผู้ประการที่เหลือรอดได้ต้องเก่งจริงๆ เท่านั้น… มาตรการอย่างพักหนี้ลดดอกเบี้ย ที่ฟังดูก็เคลิ้มดีหรอก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าช่องทางทำมาหากินค้าขายตีบตันหมด… และหนี้ยังไม่ได้หายไปไหน… กลายเป็นว่า การพักหนี้ลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ แท้จริงแล้วเป็นนโยบายเพื่อให้เจ้าหนี้เองยืดเวลารอให้ลูกหนี้มีปัญญาใช้หนี้ต่อ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากกว่านี้ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าลูกหนี้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่น่าจะรอดไปได้ในช่วงนี้

พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ….

ข่าวการ “มอบคืนโฉนดที่ดิน คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้กลไกความมั่นคงและกฏหมาย เข้าไปจัดการวงการเงินกู้นอกระบบกลุ่มสัญญาจำนองขายฝากที่ไม่เป็นธรรมและฉ้อโกง จนกลายเป็นผลงานโดดเด่นชิ้นหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งดาบสุดท้ายของการจัดการปัญหาหนี้สินที่เกิดจากสัญญาขายฝากที่อาศัยช่องว่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม ก็คือ “พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือท่ีอยู่อาศัย พ.ศ. ….” ฉบับนี้นี่เอง