Properea

ผ่อนคลายเกณฑ์นำเงินออกนอกประเทศ… โอกาสการลงทุนต่างแดน

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในที่สุดประเทศไทยก็เดินมาถึงจุดเปลี่ยนทางการเงินการลงทุนสำคัญ ที่การรับมือปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ได้นำโอกาสมาสู่ทุนไทยที่ต้องการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในต่างแดนได้มากขึ้น

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย ออก 4 มาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์นำเงินออกนอกประเทศ หวังลดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด หวังผลกดดันค่าบาทให้อ่อนลง โดยมาตรการต่างๆ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป… 

มาดูกันหน่อยครับว่ามาตรการต่างๆ รอบนี้มีอะไรบ้าง

  1. ยกเว้นการนำรายได้จากการส่งออกกลับเข้ามาในประเทศ โดยจากเดิมการส่งออกต่อครั้ง หรือต่อใบขนของผู้ส่งออก ถ้ามีรายได้มากกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ หากไม่มีธุรกรรมที่ต้องดำเนินการในต่างประเทศต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ผู้ส่งออกนำเงินกลับเข้าประเทศภายในเวลาที่กำหนด ไม่ให้ค้างไว้ในต่างประเทศ แต่เกณฑ์ใหม่นี้… ให้ผู้ส่งออกพักเงินไว้ในต่างประเทศเพื่อทำธุรกรรม หรือลงทุนได้มากขึ้น ช่วยลดแรงกดดันเงินตราต่างประเทศไหลเข้า กดดันการแข็งค่าของเงินบาท… โดยได้เพิ่มวงเงินต่อใบขนที่สามารถพักเงินไว้ในต่างประเทศได้ หากมีรายได้ไม่เกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อใบขนส่งสินค้า ซึ่งครอบคลุมใบขนได้ 50% ของการส่งออกทั้งหมด และในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านเหรียญต่อใบขน ให้ครอบคลุม 80%
  2. การลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เป็นครั้งแรกที่จะอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ด้วยตัวเองได้ โดยไม่ผ่านตัวกลาง วงเงินลงทุน 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปี จากเดิมต้องเป็นผู้ที่มีเงินรายได้เกิน 50 ล้านบาท หรือต้องลงทุนผ่านตัวกลาง โดยให้นักลงทุนมาขึ้นทะเบียนกับธนาคารแห่งประเทศไทย และแจ้งยอดคงค้างการลงทุนให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย รับทราบทุกปี… นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. รายปี จากเดิม 100,000 ล้านเหรียญ เป็น 150,000 ล้านเหรียญ เพื่อรองรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
  3. เปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ จากเดิมที่โอนได้เฉพาะวัตถุประสงค์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด แต่ยังมียกเว้นเพียงในบางรายการ (negative list) อาทิ การชำระธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และยังอนุญาตให้คนไทยโอนเงินให้ตนเองหรือญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้เสรีไม่จำกัดวงเงิน… ส่วนการโอนเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เพิ่มวงเงินไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยซื้อในชื่อของบุคคลในครอบครัวได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานและการส่งบุตรหลานไปศึกษาในต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ต้องการโอนเงินออกนอกประเทศจากเดิมกำหนดทำไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง
  4. อนุญาตให้ชำระราคาทองคำเป็นเงินตราต่างประเทศได้ การซื้อขายทองคำโดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเมื่อมีความผันผวน จะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในทองคำมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้น และคนไทยจะขายทองคำ ทำให้เงินบาทต้องรับแรงกระแทก 2 เด้ง ทั้งจากเงินลงทุนที่เข้ามาพักในไทยโดยตรง และยังมีเงินตราต่างประเทศที่ได้จากการขายทองคำ… จึงอนุญาตให้ลูกค้าคนไทย ที่มีการลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย… สามารถชำระราคาทองคำ ในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD โดยลูกค้าเก็บเงินตราต่างประเทศ จากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD ได้โดยไม่ต้องแลกเป็นบาทเพื่อรอลงทุนในครั้งต่อไป ลดการแปลงค่าเงินของบริษัทผู้ค้าทองคำและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง

การบริหารนโยบายค่าเงินหรือจะเรียกว่าแทรกแทรงค่าเงินรอบนี้… ในทัศนของผม ถือว่ากล้าหาญและน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของการเงินการลงทุนตามมาพร้อมๆ กับการสร้างปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทที่ตึงตัวต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง จนหลายฝ่ายเริ่มส่งเสียงดังๆ ให้แบงค์ชาติและกระทรวงการคลังทำอะไรซักอย่าง นอกจากนั้น… คุณเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังกล่าวเสริมว่า… เชื่อว่าเงินบาทช่วงต่อไปจะอ่อนค่าลงได้ เพราะมี 2 แรงมาช่วยกัน ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน 0.25% และการออกมาตรการดูแลค่าบาท โดยจะประเมินผลการออกมาตรการทุกๆ 3 เดือน หากยังไม่เพียงพอ อาจมีการออกมาตรการเพิ่มเติมได้อีก… ซึ่งคำพูดดังกล่าวในวงการการเงินการธนาคารถือว่าเป็นเทคนิคการแทรกแทรงค่าเงินด้วยวาจา หรือ Verbal Intervention ครับ

ประเด็นก็คือ… ทุนไทยมีโอกาสมากมายในตลาดทุนโลกหรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ที่ก่อนนั้น การโยกเงินลงทุนไปต่างประเทศจะซับซ้อนและซ่อนเงื่อนกันมานานสำหรับทุนรายใหญ่ที่คุ้มค่าที่จะซับซ้อน… ส่วนคนหรือทุนที่คิดได้แต่ไปไม่ไหวก็อยู่กันไปในเล้าเดิมๆ มานาน… จังหว่ะนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีทั้งการลงทุนฝั่งหลักทรัพย์และฝั่งอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ในมุมมองของผม… นี่เป็นสัญญาณการเติบโตและก้าวหน้าของประเทศไทย ที่จะหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปเป็นประเทศที่ส่งออกทุนและนวัตกรรมอย่างที่ยุโรป สหรัฐ เกาหลี ญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งจีนทำสำเร็จมาแล้ว… ซึ่งคนไทยได้ประโยชน์แน่นอนครับ!… ถ้า! ท่านไม่ตกรถเที่ยวนี้!!!