Properea

ความเคลื่อนไหวของ EEC ยังคงถูกขับเคลื่อนแม้จะเป็นรอยต่อในช่วงการตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง โดยคุณคณิต แสงสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้แถลงข่าวยืนยันว่า… 

28 พฤษภาคม 2562 จะนำโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 182,524 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อรับทราบและอนุมัติสัญญาให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ลงทุนได้กับเอกชน และสามารถลงนามในสัญญาได้ตามกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2562… ซึ่งพอถึงช่วงบ่ายๆ ก็มีข่าวว่า… ซีพีขี่รถไฟความเร็วสูงผ่าน ครม. ไปเรียบร้อย

ส่วนโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 คุณสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็เข้าร่วมแถลงข่าวในฐานะเจ้าภาพฝั่งท่าเรือมาบตาพุดเพื่อยืนยันว่า เมื่อผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงบประมาณก็ดี สภาพัฒน์ก็ดี หรือแม้แต่กระทรวงการคลังก็ดี ส่งคืนกลับมาที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าก็สามารถนำเรื่องเข้า ครม. ได้เช่นเดียวกัน

ซึ่งรายละเอียดที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่รับหน้าที่ไปเจรจากับเอกชนตามข้อเสนอแนะของ ครม. ซึ่งกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีทีแทงค์  เสนอขอให้รัฐร่วมลงทุนกับภาคเอกชนที่ผ่านการชนะประมูลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 (ช่วงที่ 1) ระยะเวลา 30 ปี ในวงเงิน 45,480 ล้านบาท… โดยคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการ PPP (Public Private Partnership NET Cost ) ได้ข้อสรุปผลการเจรจาในเรื่องค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน โดยได้ลดลงวงเงินให้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เหลือจ่ายเงินร่วมลงทุนเพียง 710 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่ให้จ่าย 720 ล้านบาท รวมเป็นอัตราผลตอบแทนทางการเงินและทางเศรษฐศาสตร์ของการลงทุน หรือ FIRR ที่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะได้รับไม่น้อยกว่า 9.21 %… ในขณะที่เอกชนจะได้รับอัตราผลตอบแทนทางการเงินและทางเศรษฐศาสตร์ของการลงทุน หรือ FIRR ลดลงมา อยู่ที่ 10.73% จากเดิมอยู่ที่ 10.75 % 

โดยเม็ดเงินผลตอบแทนที่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะได้รับเพิ่มขึ้นกว่าร้อยล้านบาท จากเดิม 6,606 ล้านบาท…  เป็น 6,721 ล้านบาท

…สรุปง่ายๆ ก็คือ ทั้งรถไฟเชื่อม 3 สนามบินและท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 พร้อมเข้า ครม. ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะเอาประยุทธ์หรือไม่เอาประยุทธ์เป็นนายก แบบว่า… ไม่รอแล้วน๊ะ!

ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จัดตั้งขึ้นตามนโยบายภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งแต่ปี 2524 โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่มาบตาพุดจังหวัดระยองและแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแห่งใหม่

จากแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก กำหนดให้บริเวณพื้นที่มาบตาพุด เป็นแหล่งที่ตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นสาธารณูปโภคหลัก หลังจากศึกษาความเป็นไปได้ของท่าเรืออุตสาหกรรมได้มีการวางแผนพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526… ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 ความต้องการใช้ท่าเรือขนถ่ายสินค้าเหลวจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและสินค้าทั่วไป มีความชัดเจนมากขึ้น วันที่ 16 กุมภาพันธ์ รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปรับปรุงรูปแบบการก่อสร้างที่มีอยู่แล้ว และดำเนินการก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการใช้ท่าในขณะนั้น

ในเดือนตุลาคม 2532 จึงได้เริ่มสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมและสามารถดำเนินการสร้างเสร็จตามโครงการเมื่อเดือนมีนาคม 2535 มีเรือเข้าเทียบท่าลำแรกเมื่อ วันที่ 27 มีนาคม 2535โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ฯ  เมื่อครั้งดำรงค์พระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2536 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่อำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองไทย สำหรับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดังนั้น… ท่าเทียบเรือมาบตาพุดจึงมีทั้งท่าเรือสาธารณะ หรือ Public Berths และที่เป็นท่าเรือเฉพาะกิจ หรือ Specific Berth ที่เอกชนมาขอเช่าพื้นที่จากการนิคมอุตสาหกรรมสร้างท่าเรือของตัวเอง

กระทั่ง Roadmap EEC ถูกผลักดันอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ท่าเทียบเรือมาบตาพุดจึงต้องขยายเพิ่มเติมเป็นเฟสที่ 3 รองรับความอลังการของโครงข่ายลอจิสติกส์ระดับภูมิภาคครับ

สุดท้าย… ท่าเทียบเรือมาบตาพุดหรือแม้แต่ EEC ที่ต่อยอดมาจาก Eastern Seaboard… ถือเป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ “ป๋า” ทิ้งเอาไว้ให้ระลึกถึงท่าน… ผมในฐานะลูกหลานที่เติบโตมากับผลงาน “ป๋า” ที่ทำหลายสิ่งเป็นแบบอย่างและทำหลายอย่างเป็นเรือนทุนไว้ให้แผ่นดิน… ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ “กราบส่งป๋า” ด้วยสำนึกและยืนยันว่าจะยังคงมีชื่อรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์อยู่ในใจตลอดไปครับ…