Make Mistakes Faster – Andrew Grove

คนในวงการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทั้งหมด จะต้องเคยได้ยินและรู้จักกฎของมัวร์ หรือ Moore’s Law ที่กล่าวไว้สั้นๆ เกี่ยวกับพัฒนาการของหน่วยประมวณผลกลางของคอมพิวเตอร์ หรือ CPU หรือ Central Processing Unit ซึ่งสร้างขึ้นจากการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลง และต่อวงจรรวมเอาไว้บนโครงสร้างซิลิคอนชิ้นเดียวกันและมีเพียงขาเล็กๆ เท่าเส้นผมจำนวนหนึ่งยื่นออกมาเพื่อทำหน้าที่รับส่งสัญญาณไฟฟ้า On/Off หรือ 0/1 ด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที

Gordon Moore วิศวกรคอมพิวเตอร์และผู้ร่วมก่อตั้ง Intel Corporation… ซึ่งได้ทำนายจากการสังเกตุพัฒนาการของชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ ทั้ง ทรานซิสเตอร์ หรือ Transistors… ตัวต้านทาน หรือ Resistors… ไดโอด หรือ Diodes รวมทั้ง ตัวเก็บประจุ หรือ Capacitors ซึ่งมีความหนาแน่นในวงจรสูงขึ้นแต่มีขนาดเล็กลงด้วยความเร่งเป็นสองเท่าในทุกๆ สองปี… Gordon Moore ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร  Electronics Magazine ในปี 1965 ในขณะที่ยังทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Fairchild Semiconductor ก่อนที่จะออกมาก่อตั้ง Intel Corporation ร่วมกับ Robert Noyce ในปี 1968 หรืออีก 3 ปีต่อมา… ก่อนจะเรียบเรียงข้อสังเกตแรกของเขาใหม่ในปี 1979 ว่า… จำนวน Transistor ใน CPU จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในทุกๆ 2 ปี และกฏกลายเป็น Moore’s Law ซึ่งเป็นจริงตามคำทำนายมาตลอดกว่า 30 ปี

การก่อตั้ง Intel Corporation ในปี 1968 นั้น… Gordon Moore กับ Robert Noyce ได้ช่วยกันริเริ่มทุกอย่าง หลังจากทั้งคู่ลาออกจาก Fairchild Semiconductor โดยชักชวนนักวิจัยดีกรีปริญญาเอกด้านวิศวกรรมเคมีที่ร่วมเคยงานกันที่ Fairchild Semiconductor ชื่อ Andrew Stephen Grove หรือ Andrew Grove ตามมาด้วย

Andy Grove, Robert Noyce and Gordon Moore | 1978 | Credit: WikiPedia.org
Andrew Grove และ Bill Gates
(L-R) Intel CEO Paul Otellini, former Intel CEO Andy Grove and Apple CEO Steve Jobs look at the new MacBook Pro laptop computer at the Macworld Conference and Expo in San Francisco January 10, 2006. The MacBook Pro, which Jobs introduced during his keynote address, uses new two-brained chips from Intel, the first Intel chips to be used in a Mac. REUTERS/Lou Dematteis – RTR17YNT

ปี 1979… Andrew Grove ในฐานะพนักงานคนแรกของอินเทลก็รับตำแหน่ง CEO กระทั่งปี 1987 ก็ควบตำแหน่งประธานกรรมการอีกหนึ่งตำแหน่ง… จนถึงปี 1997 จึงลาออกจากตำแหน่ง CEO คงไว้เพียงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทจนถึงปี 2004… และ Andrew Grove ผู้นี้คือตำนานความก้าวหน้าของวิทยาการคอมพิวเตอร์ในยุคเติบใหญ่ ผู้ทำให้คำว่า Intel Inside ถูกแปะติดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปทั่วโลก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลมาถึงปัจจุบัน… ในขณะที่กฏของมัวร์ หรือ Moore’s Law ก็ไม้ได้เป็นจริงตามคำทำนายอีกแล้ว เมื่อความร้อนจากความหนาแน่นของวงจรในตัวไมโครชิบ กลายเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์แบบมองมัวร์… ในขณะที่เทคโนโลยีการพัฒนาและใช้งาน CPU ในปัจจุบันก้าวหน้ากว่า 30 ปีก่อนแบบผลัดยุคสิ้นเชิงไปแล้ว โดยเฉพาะ CPU ในโทรศัพท์มือถือที่มีแต่จะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด

แต่ตำนานการบริหาร Intel อันยอดเยี่ยมไร้เทียมทานในยุครุ่งเรืองของ Intel CPU โดย Andrew Grove ยังเป็นเรื่องเล่าอันน่าเรียนรู้ในหลากหลายแง่มุม… ซึ่งหลายความเห็นสรุปคล้ายกันว่า แนวคิดการจัดการธุรกิจของ Andrew Grove คือต้นธารการบริหารกิจการ Startup ยุคใหม่

โดยส่วนตัวผมรู้จัก Intel ก่อน Andrew Grove หลายปี เรียกว่าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ จนกระทั่งเห็นหนังสือ High Output Management เป็นหนังสือแนะนำจากห้องเรียน MBA โดยมีชื่อ Andrew Grove เป็นผู้เขียน และได้อ่านเวอร์ชั่นปี 1995 ซึ่งมีข้อความบอกว่าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกปี 1983… และต่อมาก็ได้อ่านผลงานอันลือลั่นอีกเล่มชื่อ Only the Paranoid Survive 

โดยส่วนตัวชอบหนังสือของ Andrew Grove ทั้งสองเล่ม แต่ชอบ High Output Management มากกว่า… ศาสตราจารย์ ดร.นพดล ร่มโพธิ์ เคยสรุปเนื้อหาจากหนังสือ High Output Management ไว้ว่า… เป็นหนังสือที่สอนเรื่องการจัดการองค์กรชั้นยอดเล่มหนึ่ง ซึ่ง Andy Grove ได้เล่าหลักการจัดการองค์กรที่เขาใช้ใน Intel ให้ฟังเกือบจะทุกแง่มุมเลยทีเดียว… และอาจารย์นพดลได้ทำบทความสรุปไว้เป็นข้อๆ ตามสไตล์นักย่อยหนังสือปีละหลายร้อยเล่มเอาไว้ในเวบไซต์ NopadolStory.com ว่า…

  1. คนที่ชอบรอฟังผู้บริหารพูดก่อน แล้วค่อยเสริมตามว่าเห็นด้วยแบบเลียแข้งเลียขานาย และนายก็ชอบ… เป็นวิธีการจัดการองค์กรที่แย่สุดๆ
  2. สิ่งที่ขัดขวางความรู้ใหม่ๆ คือ… ความกลัวว่าคนอื่นจะมอง “เราพูดอะไรโง่ๆ ออกไป”
  3. อย่าด่วนตัดสินใจ ถ้ายังไม่ได้ฟังความคิดเห็นให้รอบด้านครบถ้วนก่อน อย่าเพิ่งไปตัดสินใจโดยฟังความเห็นแบบไม่มีข้อมูล ที่มักจะเกิดช่วงเริ่มต้นการประชุม
  4. วิธีที่จะใช้ในการควบคุมอนาคตของการผลิตและธุรกิจก็คือ… การมีระบบการพยากรณ์ยอดขายที่แม่นยำเชื่อถือได้
  5. แนวคิด Management by Objectives หรือ MBOs หรือหลักการบริหารโดยกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย ซึ่งหนังสืออธิบายเปรียบเทียบว่า… ถ้าเราไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหน เราก็ไปไม่ถึงไหน
  6. ระบบ MBOs จะสำเร็จได้ ก็ต้องตอบ 2 คำถามนี้ได้ คือ… เราจะไปไหน หรือรู้วัตถุประสงค์ และ…เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไปถึงนั่นแล้ว
  7. ถ้าเราคิดว่าจะเน้นทำทุกเรื่อง… แปลว่าเราไม่ได้มุ่งเน้นอะไรสักเรื่องเพราะมันทำเท่ากันหมด
  8. MBOs เหมือนนาฬิกาจับเวลา… เพียงแต่เราให้พนักงานจับเวลาตัวเอง เพื่อให้เขาได้รู้ว่าไปเร็วหรือช้าแค่ไหน… แต่ไม่ใช่ระเบียบหรือกฏที่ใช้ในการประเมินผลงานพวกเขา
  9. เวลาที่ใครบางคนไม่ยอมทำงานจะมีแค่ 2 สาเหตุคือ… เขาทำไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่อยากทำ
  10. การประเมินผลงานระดับผู้จัดการ… ควรประเมินผลงานของเขาและทีมที่เขาบริหารคู่กัน
  11. ปัญหาที่เกิดขึ้นในการพยายามแก้ปัญหาคือ… ไม่สนใจปัญหานั้น… ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น… โทษคนอื่น… รับผิดชอบ และ หาหนทางแก้ไข… ซึ่งการผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบและหาทางแก้ไข จะทำให้ปัญหาไม่ลุกลามข้ามขอบเขตความรับผิดชอบไปเดือดร้อนในวงกว้าง
  12. การทำให้ลูกน้องเราเก่งขึ้น มีอยู่ 2 หนทางคือ… เพิ่มแรงจูงใจ และ เพิ่มความสามารถ

โดยส่วนตัวชอบ High Output Management มากกว่าเพราะเป็นหลักการมากกว่าอย่างที่อาจารย์นพดลสรุปไว้ให้เข้าใจสั้นๆ ประมาณนั้น… ในขณะที่หนังสืออีกเล่มคือ Only the Paranoid Survive ผมมองว่าเป็นหลักคิด ที่แก่นน้อยกว่า แม้ว่าหลักคิดนั้นจะสร้างแรงกระเพื่อมได้สูงกว่าจากการปรับใช้ได้ไม่รู้จบ… แต่ก็ต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการแปลและแปลงหลักคิดก่อนใช้เสมอ

ส่วนแนวคิด Management by Objectives หรือ MBOs ของ Andrew Grove ที่นักบริหารทั่วโลกยกย่องว่า… MBOs คือภาคปฏิบัติของแนวคิด OKRs ในยุคแรก ซึ่ง MBOs ของ Andrew Grove ถือเป็นแนวทางเดียวหรือเรื่องเดียวกันกับแนวคิด OKRs หรือ Objectives and Key Results ซึ่ง John Doerr อดีตพนักงาน Intel ที่ผันตัวเองออกมาเป็นนักลงทุนใน Silicon Valley ยุคแรกๆ และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจดอทคอมช่วงปลายยุค 90 มากมาย โดยเฉพาะ Google… ซึ่ง John Doerr ได้นำแนวคิด MBOs ของนายเก่าอย่าง Andrew Grove มาปรับใหม่เพื่อดูแล Startup และ บัญญัติคำว่า OKRs ขึ้นใช้โดยยกย่องให้ Andrew Grove เป็นบิดาของ OKRs

มรดกอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่ามาจากแนวคิดของ Andrew Grove ก็คือ… อารยธรรมที่ล้มเหลวได้ ถ้าล้มไวแก้ไขด่วน… ซึ่งมาจากคำพูดสั้นๆ ของนักบริหารในตำนานคนหนึ่งของโลกอย่าง Andrew Grove ที่บอกว่า… Make Mistakes Faster หรือ พลาดให้ไว

Andrew Grove เกิดวันที่ 2 กันยายน ปี 1936 จากครอบครัวชาวยิวชนชั้นกลางในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี… ออกจากบ้านเกิดในยุโรปมาอเมริกาในปี 1957 และเข้าศึกษาวิศวกรรมเคมีที่  City College of New York…  จบปริญญาเอกจาก  University of California, Berkeley ในปี 1963… และจากไปในวันที่ 21 มีนาคม ปี 2016

แต่ชื่อ Andrew Grove ยังไม่หายไปไหนในโลกบริหารจัดการ…

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Functional Foods

Functional Foods / Functional Ingredient… ความรู้เบื้องต้น

กระแสฟังก์ชั่นฟู๊ด หรือ Functional Foods ซึ่งมาไกลกว่าอาหารอร่อยปากอิ่มท้องแบบเดิม ไปสู่อาหารให้คุณค่าอย่างคุ้มค่า ที่ให้ได้ทั้งสารสำคัญจากอาหารที่ร่างกายต้องการ รวมทั้งฟังก์ชั่นเชิงชีวภาพจากอาหาร ซึ่งเป็นการกินที่คิดถึงแม้แต่แบคทีเรียเล็กๆ หลายแสนล้านตัวในร่างกาย ไปจนถึง DNA ของคนกิน

HAUS.ME

HAUS.ME ธุรกิจพิมพ์บ้านขาย

จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Startup ทำบ้านสำเร็จรูประดับ Smart Home ชื่อ Haus จากเมือง Reno, Nevada สหรัฐอเมริกา ที่พวกเขาออกแบบสร้างบ้าน Prefab ด้วยเทคโนโลยี 3D Printer ที่สร้างบ้านด้วยเทคโนโลยีขั้นสุดในการก่อสร้าง ที่สามารถออกแบบและพิมพ์โครงสร้างและชิ้นส่วนหลักขึ้นได้หลายรูปแบบ รวมทั้งการ Build-in Furniture ไปพร้อมกัน และสร้างเป็นบ้านพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Off-grid 100% แบบไม่ง้อสายส่งไฟฟ้าให้ยุ่งยาก

New Tech Infrastructure

New Tech Infrastructure… โครงสร้างพื้นฐานใหม่

คำอย่าง Supply Chain, Logistics, IoT, Big Data, AI ถือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สำคัญของชาติอย่างแน่นอนที่ทั้งหมดนั่นรวมเอาถนนสะพานร้านค้าโรงงานและแพลตฟอร์มเอาไว้หมดแล้ว… และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่บอกว่า โครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่นี้ จะสร้างโมเดลเศรษฐกิจและสังคมรูปแบบใหม่ที่สามารถปรับตัวเติบโตเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลายได้อย่างดีในอนาคต

RTE Market… ตลาดอาหารพร้อมรับประทานและความท้าทายในแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง

อาหารพร้อมกินหรือ Ready to Eat หรือ อาหาร RTE จึงกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร ที่ไม่ใช่แค่กลายเป็นคู่แข่งหรือหอกข้างแคร่ธรรมดาอีกแล้ว… แต่เป็นคู่แข่งที่โตวันโตคืน พร้อมกลยุทธ์และเป้่าหมายทางธุรกิจที่ไม่ว่าร้านอาหารจะครัวใหญ่แค่ไหน ก็เป็นเพียง SME เล็กๆ ไปโดยปริยาย