Know What You Own, and Know Why You Own It. – Peter Lynch

Peter Lynch

ผมเชื่อว่านักลงทุนบ้านเราส่วนใหญ่รู้จัก Peter Lynch ไม่แพ้ Warren Buffett เช่นกัน… แนวคิดการลงทุนแบบ Common Sense Investing และหุ้นสิบเด้งแบบ Growth Investing ของ Peter Lynch โด่งดังและได้รับการยอมรับในหมู่นักลงทุนทั่วโลก และถือเป็นหนึ่งในพ่อมดแห่ง Wallstreet หรือตลาดหุ้นนิวยอร์คคนหนึ่งที่ถือเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่

สูตรการเลือกหุ้นแบบ Common Sense Investing และหุ้นสิบเด้งของ Peter Lynch… เป็นสไตล์การลงทุนระยะยาวแบบเดียวกับที่นักลงทุนส่วนใหญ่เรียกว่า Value Investing หรือ VI ที่ Warren Buffett ใช้… แต่สถิติการทำเงินจากการลงทุนของ Peter Lynch กลับพบว่า… Peter Lynch ทำ Turnover Rate กับหุ้นในพอร์ตในช่วงปี 1977-1982 ไม่ต่ำกว่า 300% ตลอด… นั่นหมายความว่า เขาถือหุ้นแต่ละตัวไว้ไม่เกิน 3-4 เดือนเท่านั้นและสนุกสนานกับการทำกำไรระยะสั้น พร้อมอัตราผลตอบแทนทบต้น หรือ CAGR หรือ Compound Annual Growth Rate อยู่ที่ 37.29% ต่อปี… ในขณะที่อัตราผลตอบแทน CAGR ที่ชายคนนี้ทำไว้ระหว่างโลดแล่นอยู่ในแวดวงตลาดทุนอยู่ที่ 29.2% ต่อปี หรือใช้เวลาราว 3 ปีในการทำพอร์ตเติบโตได้ 200% 

ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นหรือ CAGR ของผู้จัดการแต่ละคนของกองทุน Fidelity Magellan Fund

ที่มา: fidelityinvestor.com

Peter Lynch เป็นผู้บริหารกองทุน Magellan Fund ที่ Fidelity Investments ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมที่บริหารสินทรัพย์มูลค่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน… เรียกว่าเป็นขาใหญ่ใน Wallstreet และตลาดทุนสำคัญของโลกที่ Fidelity Investments เข้าไปทั้งทางตรงและทางอ้อม

คำคมหรือ Quote อันหนึ่งที่ผมคิดว่าสะท้อนตัวตนและแนวคิดของ Peter Lynch อย่างมากคือประโยคที่ว่า… Know what you own, and know why you own it. ให้รู้ว่าท่านเป็นเจ้าของอะไรอยู่ และให้รู้ว่าทำไมต้องเป็นเจ้าของ…

ซึ่งหากไม่ได้พิจารณาถี่ถ้วนอีกหน่อย ประโยคนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรสะดุด แต่พอมีคำอย่าง Why อยู่ในประโยคท่อนหลัง… ผมคิดว่าประโยคนี้มีประเด็นให้คิดอีกเยอะเลย

Know why you own it? ถือเป็นคำถามเรียกสติหากเราท่านจะถือครองทรัพย์สินหรือลงทุนกับอะไร… หรือแม้แต่ครอบครองอะไรไว้ทำไม!… กรณีการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร กองทุน อสังหาริมทรัพย์หรือแม้แต่สลากออมสินหรือล๊อตเตอรี่… การหาคำตอบให้ Why หรือทำไมต้องควักเงิน 100% ในมือที่ถือครองอยู่ ไปแลกกับโอกาสและความน่าจะเป็นที่เงิน 100% อาจจะหายไปหมดเลยหรือน่าจะให้ผลตอบแทนกลับมามากมายหลายเท่า… ซึ่งแน่นอนว่า คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการลงทุนไปจะทำกำไรกลับคืนกันทั้งนั้น

ดังนั้นคำตอบจาก Why ชั้นแรกนี้จึงไม่ค่อยมีประเด็นมากพอที่จะหยุดคิด และคำตอบจะคล้ายๆ กันคือหวังผลตอบแทนในอนาคตที่เอามาล่อ หรืออย่างน้อยก็เป็นผลตอบแทนที่เชื่อว่าตัวเองมองเห็นโอกาสที่ดี ในจังหวะที่ยอดเยี่ยมกันทั้งนั้น… 

แต่ถ้าถาม Why ซ้ำอีกรอบว่า… ทำไมจึงจะมีผลตอบแทนหรือกำไร… ในกรณีของหุ้น อาจจะเพราะเป็นหุ้นของบริษัทที่สินค้าทุกตัวที่ขายอยู่ในตลาดขายดิบขายดีมากจนบริษัทมีกำไรเป็นกอบเป็นกำมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นทุกปี ทำให้หุ้นบริษัทนี้เป็นที่ต้องการของนักลงทุนจนกล้าเสนอซื้อราคาแพงกว่านี้ในอนาคต… ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ ถ้าถามว่าทำไมต้องซื้อที่ดินแปลงนี้ เพราะที่ดินแปลงนี้จะทำกำไรได้ และถามต่อว่า ทำไมถึงจะได้กำไร เพราะที่ดินแปลงนี้อยู่ในทำเลที่กำลังเติบโต อีก 5 ปีจะมีสถานีรถไฟฟ้าเปิดใช้ห่างไปแค่เดิน 5 นาทีแถมผังเมืองยังได้สีแดงเป็นโซนการค้าที่อนาคตอันใกล้จะได้เปรียบเรื่องสาธารณูประโภคและเติบโตเร็วกว่าโซนผังสีอื่นๆ… อะไรทำนองนี้!

ประเด็นก็คือ… การ OWN หรือถือครองสินทรัพย์หรืออะไรก็ตาม ถ้ามี Why โดยเฉพาะ Why chain หรือการถามทำไมต่อไปหลายๆ ทอด… ซึ่งคำแนะนำส่วนใหญ่ให้ถามซ้ำไป 5 ทอด เพื่อหาคำตอบว่า สินทรัพย์ที่ถือครองไว้ หรือกำลังจะตัดสินใจจะถือครองอยู่นั้นเพราะอะไร… ซึ่งหลายกรณีที่คำตอบชั้นต้นอย่างกำไร หรือน่าจะได้กำไร… มักจะไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลหลักให้ต้องตัดสินใจลงทุนทั้งเงินทุนและเวลาก็ได้

การถือคติรอบคอบและหาเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรลงทุนลงแรงกับอะไรอย่างชัดเจน… อย่างน้อยก็น่าจะเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ของพ่อมดอย่าง Peter Lynch ที่พิสูจน์จากพอร์ตการลงทุนบันลือโลกของชายคนนี้ได้… Peter Lynch เกิดวันที่ 19 มกราคม 1944 และเกษียณไปพร้อมกับผลงานการทำพอร์ตลงทุนมูลค่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว

แนวคิดและคำแนะนำเรื่อง Common Sense Investing และหุ้นสิบเด้งของ Peter Lynch คือตำนานที่ฝังไว้ในหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนขึ้น… ซึ่งบางเล่มมีฉบับแปลภาษาไทยวางขายมานานในหมวดหนังสือ How to และการลงทุน

ปัจจุบัน Peter Lynch วัยเจ็ดสิบกว่า กับทรัพย์สินมูลค่า 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หันมาทำการกุศลผ่าน Lynch Foundation ที่เน้นช่วยเหลือเด็กๆ ด้านการศึกษาในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1988 และริเริ่มโดยภรรยาผู้วายชนม์ของเขา Carolyn Lynch 

งานเขียนของ Peter Lynch อย่างน้อยสามเล่มที่ถือว่าทรงคุณค่ากับแวดวงธุรกิจและการลงทุน ซึ่งได้ John Harmon Rothchild เป็นคู่เขียนผลงานทิ้งไว้ได้แก่ One Up on Wall Street, Beating the Street, and Learn to Earn ซึ่งเนื้อหาภายในถือว่าเป็นผลงานระดับปรัชญาการลงทุนที่ลึกซึ้งจนได้รับการยอมรับทั่วโลก และทั้งสามเล่มมีฉบับแปลภาษาไทย ที่ปัจจุบันอาจจะหายากแล้วตามร้านหนังสือยกเว้นในห้องสมุดใหญ่ๆ

อ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Peter_Lynch
https://en.wikipedia.org/wiki/Fidelity_Investments

Share this post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Meat Processing Robot

Surgical Robots and Meat Processing… หุ่นยนต์ผ่าตัดในอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์

เมื่อ University of Southern Queensland’s Centre for Agricultural Engineering ประกาศหาผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ตัดแต่งเนื้อ เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปเนื้อสัตว์ด้วยหุ่นยนต์… Professor Peter Brett จึงให้ความสนใจที่จะได้นำทักษะและองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ มาช่วยภาคอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรในออสเตรเลีย อันเป็นดินแดนผลิตเนื้อแดงชั้นเลิศส่งออกไปทั่วโลก

โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก… เกิดหรือแท้ง?

ผมยังอยู่ที่พิษณุโลกและโฟกัสเอาเรื่องที่เป็นข่าวมาตลอด 5-6 ปี ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ว่าด้วยรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่เงียบหายไปบ้างหลังการรัฐประหารและนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนมาเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ผลการศึกษาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้ก็มีข่าวออกมา… แน่นอนว่า ข่าวลือหลังการรัฐประหารคราวนั้นเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงไทยญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ที่ได้ยินคือถูกยกเลิกเพราะมันไม่คุ้ม… วันนี้ผมจะเอาข้อมูลเรื่องนี้มาเรียงเอาไว้เพื่อเป็นข้อมูลน๊ะครับ…

รถไฟฟ้าสายสีชมพู…

โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี มีระยะทาง 34-36 กิโลเมตร เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบวางคร่อมราง (straddle-beam monorail) ทางวิ่ง ยกระดับความสูง 17 เมตร ตลอดโครงการ มีรางที่ 3 สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับตัวรถ

On Balance Volume

On Balance Volume หรือ OBV Indicator

การปรับตัวขึ้นของดัชนี OBV บ่งชี้ให้เห็นโอกาสที่ราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต… และ การปรับตัวลงของดัชนี OBV ก็บ่งชี้ให้เห็นโอกาสที่ราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวลงในอนาคตเช่นกัน… ค่าของดัชนี OBV จึงไม่มีนัยยะเท่าพฤติกรรมทิศทางของดัชนีว่า… ขึ้น หรือ ลง