Ionic Wind Tower… แนวคิดและสมมุติฐานที่หนึ่งเพื่อลมหายใจทุกคน

Smog Free Tower

ข่าว PM 2.5 ที่เป็นเหมือนฝันร้ายกลายเป็นจริงของคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สระบุรีและอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่เงียบๆ เข้าไว้ถ้ายังไม่ติดอันดับสภาพอากาศเลวร้ายระดับชาติหรือระดับโลก… ที่จริงปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ควันพิษและสภาพอากาศสกปรกในเมืองเป็นปัญหามานาน ซึ่งคนกรุงเทพที่ใช้เวลาริมถนนรถติดๆ ขึ้นรถเมล์ร้อนๆ ไปนั่นมานี่จะมีเขม่ามากน้อยเกาะรูจมูกกันทุกคนมานานแล้ว

เพียงแต่ระยะหลังๆ มานี้ เริ่มหนักหนาจนตื่นตระหนกกันไปทั่ว… และมีทางออกเดียวให้ทุกคนคือหาหน้ากากมาใส่ถ้าจะไปไหนมาไหน และผ่านเข้าออกโซนวิกฤติฝุ่นควัน ที่มีอนุภาคฝุ่นสารพัดขนาด PM ตลบอบอวล ที่อาจจะฆ่าใครก็ได้สักวันหนึ่ง

ตลอดหลายวันมานี้… ประเด็น PM 2.5 กลายเป็นเรื่องติว่าด่าทอที่ทั้งคนด่าและคนถูกด่า ต่างก็บอกไม่ถูกว่าควรทำอะไรและอย่างไรในเมื่อผลกระทบสามารถเกิดได้กับทุกๆ แนวทางที่จะแตะลงไป ทั้งเพื่อป้องกันและทั้งเพื่อดูแลเยียวยา

ผมก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นที่ยิ่งพยายามศึกษาค้นคว้า ก็ยิ่งรู้ตัวว่าเข้าใจและรู้น้อยเหลือเกินในเรื่องใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ… ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ขั้นไหนของเส้นกราฟ Dunning Kruger Effect ในกรณีที่พยายามเข้าใจปัญหา PM 2.5 เพื่อเสนอความเห็นตามกำลังสติปัญญาและข้อมูลที่มี

ผมชอบแนวคิดการตั้งเครื่องฟอกอากาศยักษ์ไว้ต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ เหมือนการทดลองในจีนด้วยการสร้างระบบฟอกอากาศขนาดใหญ่ขึ้นมา โดยระบบฟอกอากาศของจีนที่เป็นที่รู้จักกันในเวลานี้มี 2 ระบบใหญ่เล็กทำงานแตกต่างกัน ระบบแรกเป็นหอฟอกอากาศ สูง 7 เมตร ติดตั้งที่สวนสาธารณะของเทศบาลนครเทียนจิน เมืองที่มีปัญหามลพิษอันดับ 6 ของประเทศจีน 

ต้นแบบชุดนี้ออกแบบและติดตั้งโดย Daan Roosegaarde  ดีไซเนอร์จากเนเธอร์แลนด์ในปี 2016 ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าสถิต นำอากาศเข้าโดยพัดลมดูดอากาศ สามารถลดฝุ่นละอองขนาด PM 10 ได้ 45% และลดฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ได้ 25% ในรัศมี 20 เมตรรอบอุปกรณ์

Daan Roosegaarde Smog Tower ในเทียนจิน, ประเทศจีน

ต้นแบบอีกชุดที่ทางจีนอ้างว่าเป็นหอฟอกอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือหอฟอกอากาศในเมืองเสียน มณฑลส่านซี ที่เริ่มต้นสร้างและทดสอบการทำงานในปี 2018… สร้างเป็นหอคอยยักษ์สูง 100 เมตร สามารถฟอกอากาศได้ 5-18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตรรอบหอคอย ทำงานโดยพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ต้องการพลังงานไฟ้ฟ้าใดๆ เหมือนระบบแรก

กลไกการทำงานของหอคอยฟอกอากาศยักษ์ในมณฑลส่านซีนี้ ใช้หลักการของอากาศร้อนเย็น… เทคนิคคือ พลังแสงอาทิตน์จะทำให้อากาศในห้องด้านล่างที่มีสภาพเหมือนเรือนเพาะชำร้อนขึ้น อากาศร้อนจะลอยขึ้นสู่ปล่องขนาดใหญ่ตรงกลาง ในขณะที่อากาศเย็นที่เต็มไปด้วยมลพิษรอบหอคอยจะไหลเข้ามาแทนที่ เมื่ออากาศร้อนลอยขึ้นในปล่องก็จะพบกับตัวกรองฝุ่นที่ติดตั้งไว้เพื่อดักฝุ่นขนาดเล็กทุกขนาด อากาศหลังการฟอกแล้วมีฝุ่นน้อยลงก็จะลอยออกด้านบนของปล่องระบายอากาศ เป็นวงจรต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ผลจากการสังเกตพบว่าหอฟอกอากาศยักษ์นี้ สามารถลดฝุ่นขนาด PM 2.5 ลงได้ 10%-19%

หอฟอกอากาศในฮ่องกง

ระบบฟอกอากาศนอกอาคารขนาดใหญ่ หรือหอฟอกอากาศที่น่าสนใจอีกโครงการหนึ่งคือระบบฟอกอากาสของฮ่องกง ริมถนนบายพาส เซ็นทรัลหว่านไจ๋… ถือเป็นระบบฟอกอากาศในอุโมงค์ระบบแรกในฮ่องกงและใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของปริมาณอากาศที่จัดการได้… ตัวหอฟอกอากาศออกแบบให้มีรูปทรงเกลียวใบไม้ มีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุภาคแขวนลอยและไนโตรเจนไดออกไซด์ และมลพิษบนถนนสายสำคัญสองสายใกล้หอคอยได้ไม่ต่ำกว่า 80%

การทำงานของหอฟอกอากาศย่านหว่านไจ๋ ใช้พัดลมขนาดใหญ่ดูดไอเสียจากอุโมงค์เข้าไปในหอฟอกอากาศผ่านอาคารระบายอากาศสามแห่งตามแนวอุโมงค์ อากาศจะผ่านตัวตกตะกอนไฟฟ้าสถิตซึ่งจะแยกอนุภาคที่เป็นอันตรายก่อน จากนั้นผ่านตัวกรองอีกชั้นซึ่งใช้ถ่านกัมมันต์เพื่อกำจัดไนโตรเจนไดออกไซด์ ฟอกจนอากาศบริสุทธิ์ และปล่อยระบายออกจากระบบภายนอก โดยมีอัตราการดูดฟอกอากาศพิษ เทียบเท่ากับการดูดซับของต้นไม้กว่า 480,000 ต้น หรือเท่ากับสวนสาธารณะวิกตอเรียราว 67 แห่ง

Kurin Systems, Air Purifier StartUp, India

ในอินเดีย… ความพยายามของ Startup ชื่อ Kurin Systems ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องฟอกอากาศในอาคารยี่ห้อ Kurin ได้พยายามเสนอแนวคิดการฟอกอากาศในนครนิวเดลลีมาตั้งแต่ปี 2016 เช่นกัน… แต่รายละเอียดและความชัดเจนก็ยังคลุมเครือ มีเพียงข่าวในวงการสตาร์ทอัพอินเดียที่ยังยืนยันอะไรไม่ได้มาก… แต่อินเดียเองก็สาหัสกับฝุ่นละอองและ PM 2.5 และ PM 10 เหมือนที่อืน… แต่ถ้าคืบหน้าอย่างไรผมจะหาโอกาสนำข้อมูลมานำเสนอต่อไปครับ

ต้นแบบเทคโนโลยี Direct Air Capture โดย Climeworks, Swisszerland

อีกโครงการหนึ่งที่ต้นแบบเปิดใช้อย่างมีประสิทธิภาพคือ งานค้นคว้าและพัฒนาของบริษัท Climeworks บริษัทพัฒนาด้านพลังงานในสวิสเซอร์แลนด์ได้คิดค้นเทคโนโลยีชื่อ Direct Air Capture หรือ  การดักจับและสกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศเป็นผลสำเร็จ นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์มากักเก็บและแปรสภาพเพื่อใช้ในเชิงอุตสาหกรรม… ซึ่งผมและเพื่อนๆ หลายท่านก็ติดตามข้อมูลข่าวสารสายนี้อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะ… ด้วยเชื่อว่า เทคนิคทางเทคโนโลยีเหล่านี้ น่าจะต่อยอดเพื่อให้มนุษย์เข้าใจและควบคุมภูมิอากาศได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ระบบฟอกอากาศฟ้าใส จาก Nestech และพันธมิตร ที่ True Digital Park, Thailand

ในบ้านเรา… บริษัทจำกัด เนสเทคประเทศไทย หรือ Nestech ร่วมกับพันธมิตรและ True Digital Park ได้ร่วมกันเปิดตัว หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” ที่อ้างว่าสามารถฟอกอากาศบริสุทธิ์ได้ในอัตราสูงสุด 120,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง… และดูเหมือนจะเป็นความเคลื่อนไหวเดียวที่พอจะยอมรับได้สำหรับหลายๆ ท่านที่เห็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเอารถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลขน น้ำไปรดถนนบ้าง พ่นละอองน้ำบ้าง หรือไม่ก็แนะนำให้ชาวบ้านไปหาหน้ากากมาใส่กันเอง

การบรรเทาปัญหาหมอกควันสะสมและมลพิษในอากาศของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน…
ภาพข่าวจากเวบไซต์ BangkokPost

ประเด็นก็คือ… ฝุ่นพิษปนเปื้อนในเมืองใหญ่มาจากเครื่องยนต์เป็นปฐมเหตุ การพยายามจัดการกับอากาศปนเปื้อนควรโฟกัสอยู่ที่รถยนต์กับถนนในขั้นแรก… โลกใบนี้คงใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะทำให้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินหายไปจากท้องถนนและชีวิตประจำวันได้เกือบหมด… ถ้าจะบอกว่าขอตังค์คนใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มลิตรละ 2-5 บาทมาทำกองทุนหน้ากากอนามัยดีมั๊ย?… เหมือนๆ ที่คนประเทศนี้เคยถูกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เอาไปช่วยพยุงราคาดีเซลมานานแสนนาน

ส่วนกรณีหอฟอกอากาศ… โครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่วิกฤติส่วนใหญ่มีส่วนดึงคนให้เดินทางเข้าพื้นที่ค่อนข้างชัด… ถ้าส่งเสริมให้เอกชนลงทุนติดตั้งหอฟอกอากาศน้อยใหญ่ เปิดทางให้เอกชนเอามาลดภาษีได้ อะไรๆ ก็น่าจะเร็วขึ้น… ผมเชื่อว่ามีเอกชนมากมายพร้อมจะร่วมมือ… ตึกใหญ่ๆ ในย่านการค้าสำคัญๆ ล้วนมีส่วนเพิ่มปริมาณการจราจรที่ต้องหันหน้ามาช่วยกันทั้งนั้น

กรณีเขตก่อสร้าง… หากจำเป็นผมเชื่อว่า เราอาจจะต้องพักการก่อสร้างในฤดูแล้งช่วงต้นปี และพิจารณาใช้เทคโนโลยีฟอกอากาศและดักฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ… รวมทั้งยกระดับเทคนิคการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีอีกขั้น เช่นการผนึกพื้นที่ก่อสร้างและใช้หุ่นยนต์ทำงานในไซส์งานที่ไม่ต้องใช้การระบายอากาศระหว่างก่อสร้าง หรือปิดผนึกด้วยเทคนิคพิเศษแบบต่างๆ และฟอกกรองอากาศภายในไซส์ก่อสร้างให้จบ เป็นต้น

ส่วนนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือ Developer ที่กำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่… ใส่ระบบฟอกอากาศเข้าไปในโครงการด้วยเลยครับ… รีบทำตอนนี้ผมเชื่อว่าจะมีคนช่วยประชาสัมพันธ์โครงการเยอะแยะ และผมเชื่อว่าสามารถสร้างแบรนด์อิมเมจได้ไม่อยากในแนวโน้มนี้

ส่วนเทคโนโลยีหอฟอกอากาศในห้วงเวลานี้… น่าจะยังมีพัฒนาการอีกมากโดยเฉพาะเทคนิคการพาอากาศปนเปื้อนไหลเข้ามาผ่านขั้นตอนการฟอกกรองที่ยังไปไม่พ้นระบบลมร้อนลมเย็นและพัดลมดูดเป่า ซึ่งยังถือเป็นเทคนิคเก่าแก่ที่ตัวเลขประสิทธิภาพทั้งในซ่านซี เทียนจินและฮ่องกง ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับต้นทางการก่อมลพิษจนอากาศปนเปื้อนซับซ้อน…

ผมกับเพื่อนๆ กลุ่ม Maker ที่หลงไหลการประดิษฐ์โน่นนี่เป็นของเล่น… หลายท่านกำลังสนใจเทคนิค Ionic Wind และแนวคิด Electro Aero Dynamic หรือ EAD เพื่อสร้างลมไอออน หรือ Ionic Wind โดยอาศัยแรงดันไฟฟ้าขนาด 20,000 โวลต์หรือแล้วแต่การออกแบบ ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในอากาศเป็นประจุบวก หรือ Positive ions และวิ่งไปหาประจุลบ หรือ Negative ions ที่อยู่หลังกลไกการกรองฟอกอากาศ การเคลื่อนที่ของประจุบวกส่งผลให้อากาศที่อยู่ระหว่างเส้นทางถูกผลักเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนใดเคลื่อนไหว… และมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างกระแสลมต่อเนื่องใกล้เคียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งการคำนวณและจำลองมีความเป็นไปได้

Ionic Wind ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1709 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Francis Hauksbee ผู้ซึ่งอธิบายถึงลมไฟฟ้าหรือ Electric Wind เอาไว้ กระทั่งปี 1917 จึงได้สร้างเครื่องต้นแบบพลังลมไอออนสำเร็จ… ในปี 1750 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ B.Wilson อธิบายการทดลองหมุนกังหันขนาดเล็กโดยใช้แรงผลักของไอออน ซึ่งถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมากสำหรับเทคโนโลยีเมื่อเกือบ 300 ปีก่อน

ปี 1911 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ Konstantin Tsiolkovsky ได้นำเสนอแนวคิดแรงผลักของไอออนอีกครั้งแต่อยู่ในรูปของเอกสารวิชาการไม่ได้มีการสร้างต้นแบบขึ้นมา… การนำแนวคิดแรงผลักดันของไอออนมาประยุกต์สร้างต้นแบบเกิดขึ้นในปี 1916 โดยวิศวกรชาวอเมริกันชื่อ Robert Goddard ผู้ได้ทำการวิจัยพัฒนาต้นแบบเครื่องสร้างแรงผลักของไอออนที่ Clark University… ซึ่ง Robert Goddard ผู้นี้ยังเป็นเจ้าของตำนานผู้พัฒนาจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำแรกของโลกด้วย

ในปี 1959 วิศวกรของนาซ่า Harold Kaufman ได้นำแนวคิดแรงผลักของไอออนมาใช้กับโครงการอวกาศโดยมีการทดสอบกับยานอวกาศ SERT 1 และยานอวกาศ SERT 2… และนาซ่าได้นำเทคโนโลยีแรงผลักของไอออน มาใช้พัฒนาเครื่องยนต์ Ion Thruster หรือ Ion Drive ให้ยาน Deep Space 1 ในภารกิจสำรวจดาวหางโบร์เรลลี (19P/Borrelly) และทดสอบเทคโนโลยีอวกาศมากมายในเที่ยวบิน DS1 ซึ่งนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาหลายท่านในยุค 90 ก็เคยมีชื่อในทีมสบทบสาขาต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ DS1 เหมือนกัน…  เที่ยวบิน DS1 เริ่มภาระกิจในเดือนตุลาคมปี 1998 และสิ้นสุดภาระกิจในวันที่ 22 กันยายนปี 2001… ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งงดงามที่สุดครั้งหนึ่งของนาซ่าในศตวรรษที่ 20 ก็ว่าได้

และล่าสุดเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา… MIT ก็ประกาศความสำเร็จในการทดลองสร้างยานบินที่ขับเคลื่อนด้วย Ionic Wind ด้วยชุดบินทดลองที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนที่หรือหมุนแม้แต่ชิ้นเดียว… เทคนิคการสร้างกระแสลมขนาดยกอากาศยานได้แบบนี้ โดยทัศนส่วนตัวและเพื่อนนักประดิษฐ์สาย Maker หลายท่านเชื่อว่าน่าลองอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี Ion wind

MIT Motorless Plane

คนสายพัฒนานวัตกรรมจะทราบดีว่า… การทดลองด้วยจุดประสงค์หนึ่ง อาจจะสร้างนวัตกรรมให้อีกวงการหนึ่งด้วยการออกแบบสมมุติฐานที่กรอบ Design Thinking เรียกว่า Ideation ที่ต้องคิดฟุ้งๆ ไว้มากๆ และทดลอง… เพื่อล้มเหลววนไป… จนเจอความเป็นไปได้เพียงความสำเร็จเดียวที่ต้องการ… เหมือนความพยายามของ Thomas Alva Edison ที่กว่าจะได้หลอดไฟก็ผ่านความล้มเหลวนับหมื่นครั้งและบอกได้ด้วยว่า…  I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work. …ผมไม่ได้ล้มเหลว ผมเพียงค้นพบหนึ่งหมื่นหนทางที่มันใช้ไม่ได้

นี่เป็นหนึ่งไอเดียที่ผมออกหน้าเสนอ แม้ว่าจะถูกหัวเราะเยาะก็ยินดี ขอเพียงทุกท่านที่มีไอเดียร่วมถกเถียง… พื้นที่แสดงความเห็นใต้บทความนี้ยินดีแลกเปลี่ยนแม้พวกเราจะทำได้เท่านี้ก็ตาม… หรือท่านจะ Add line @properea และคุยกันทาง DM ก็ยินดียิ่งเช่นเดิมครับ… และถ้าสนใจถึงขั้นมาสนุกด้วยกันจะยิ่งน่ายินดีมากครับ

อ่อ ผมตั้งชื่อโครงการนี้ว่า Ionic wind Tower ครับ!

PM 2.5 และลมหายใจที่สะอาด เป็นทั้ง Pain Point และ ความท้าทายอย่างแท้จริงของพวกเราในยุคสมัยนี้… อย่ารอให้เด็กต้องหยุดเรียนวันศุกร์มาประท้วงหรือช่วยลดการจราจรเลยน๊ะครับผู้ใหญ่ทั้งหลาย… ขยับกันจริงๆ ได้แล้วครับ!

อ้างอิง

http://news.mit.edu
https://thenextweb.com
https://www.nexwinder.com
https://reder.red
WikiPedia.org

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

ปิดหาดบางเทา

ภูเก็ตโมเดล… การทดลองเพื่อหาแนวทางฟื้นการท่องเที่ยว

การเดินหน้าหาทางฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวในยามนี้เป็นเรื่องท้าทาย และไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทดลองทำอะไรบางอย่าง เพิ่มตัวเลือกและทางออกให้วิกฤต ซึ่งต้องมีทั้งคนได้และคนเสียอย่างแน่นอน… การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโดยรักษาสมดุลย์ตัวแปรต่างๆ ในยามนี้… แหลมคมอย่างยิ่ง

Carol S. Dweck

Teach Their Children To Love Challenges, Be Intrigued By Mistakes, Enjoy Effort, And Keep On Learning – Carol Dweck

งานของ Carol Dweck เกือบทั้งหมดพัฒนาด้วยแนวคิด Implicit Theories of Intelligence หรือ ทฤษฎีความความฉลาดส่วนบุคคล จนเป็นที่มาของงานอันลือลั่นอย่างหนังสือเล่มสีฟ้าชื่อ Mindset: The Psychology of Success ในปี 2006… และทฤษฎีความฉลาดส่วนบุคคลที่เธอค้นพบ ก็กลายเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยา มากกว่าจะขับเคลื่อนด้วยความเชื่อและเรื่องเล่าเบาบางเหมือนคำสอนในศาสนาต่างๆ และได้ “บุคคลอันพึงประสงค์” ให้สังคมได้ไม่ต่างกัน

JLL หนึ่งในผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก

ท่านเคยสงสัยมั๊ยครับว่า… เศรษฐีติดอันดับโลกเขาบริหารและดูแลทรัพย์สินให้งอกเงยอย่างไร โดยเฉพาะการลงทุนและการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ที่ทุกท่านน่าจะมองออกว่า คนเหล่านี้มีภาระกิจและธุรกิจมากมาย ที่ไม่มีเวลามาดูที่ ตรวจบัญชีหรือนั่งอ่านข้อเสนอแนะการลงทุนที่ข้อมูลมีมากมายจนตายแล้วเกิดใหม่สิบรอบก็อาจจะอ่านและศึกษาไม่หมด

Aspen Saint Regis Hotel

The Aspen Digital Security Token… กรณีศึกษาโทเคนเพื่อการลงทุนโดยมีอสังหาริมทรัพย์หนุนค่า

การทำ Asset Tokenization หรือ แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน หรือ ใช้พอร์ตอสังหาริมทรัพย์มาทำโทเคน ซึ่งโด่งดังและริเริ่มมาตั้งแต่คำอย่าง STO ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน… และผมกำลังพูดถึง Aspen Coin หรือ ASPD Token โดยเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง Saint Regis ได้นำ Saint Regis Aspen รีสอร์ตหรูหราระดับ 5 ดาว ซึ่งแต่เดิมใช้เงินลงทุนจากกองรีท หรือ REIT หรือ Real Estate Investment Trust ในเมือง Aspen มลรัฐโคโลราโดมาแตกมูลค่าเป็น Digital Token บนโครงข่าย Ethereum จำนวน 18,000,000 ASPD…