Indoor Farming Technology

ผมอ่านงานของ ผศ. ดร. สิริวัฒน์ สาครวาสี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ทำบทความลงบล๊อค mjusmartfarm.wordpress.com ไว้ตั้งแต่ปลายมกราคมที่ผ่านมา จากการเดินทางไปร่วมงาน งาน Indoor Ag Con 2019 ที่โรงแรม มารีน่า เบย์แซนด์ ประเทศสิงค์โปร์ เมื่อวันที่ 15-16 มกราคม 2019 

ซึ่งในงานดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับ “เทคโนโลยีการเกษตรในร่ม” หรือที่หลายคนเรียกว่า “โรงงานผลิตพืช” นั่นเอง

แต่ไหนแต่ไรมา ภาคเกษตรกรรมทั้งปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ล้วนเป็นแนวหน้าในการพัฒนาที่ดินมาตั้งแต่ยุคโบราณ จนปัจจุบัน ทุกพื้นที่ทั่วโลกต้องออกกฏหมายปกป้องการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สุดท้ายต้นทุนราคาที่ดินเพื่อการเกษตร ก็ขยับสูงขึ้นจนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนจากการ “ซื้อที่ดินปลูกผักขาย” อีกต่อไป

ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านั้นก็คือ ภาคเกษตรกรรมสะสมปัญหาซ้ำซ้อนหลายมิติให้กับสังคมโลกมากมายเกินกว่าจะมีใครสามารถพูดถึงมิติต่างๆ ได้หมดในวาระเดียว

ซึ่งทั้งหมดเป็นการผลิตอาหารเป็นหลัก!

จริงอยู่… ปัจจัยราคาที่ดินเพื่อการเกษตรไม่ใช่สาเหตุเดียวที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลิตพืชอาหาร

…แต่การใช้พื้นที่จำนวนมากเพื่อปลูกพืชให้พอต่อความต้องการ ในขณะที่ตัวแปรหลายอย่างตั้งแต่ก่อนการปลูกกระทั่งเก็บเกี่ยว อีททั้งการเกษตรรูปแบบเก่ายังต้องพึ่งพาธรรมชาติและตัวแปรนอกเหนือการควบคุมที่ส่งผลต่อผลผลิตอีกมากมาย

แนวคิดเรื่อง “การเกษตรในร่ม” หรือ “โรงงานผลิตพืช” จึงเกิดขึ้นและศึกษาวิจัยกันมาหลายปีจนปัจจุบัน

การเกษตรในร่มถือเป็นแนวโน้มที่แจ่มใสยิ่งสำหรับทางออกของหลายปัญหาที่ถมทับภาคเกษตรทั่วโลก

กลับมาที่บทความของอาจารย์สิริวัฒน์ สาครวาสี ซึ่งอาจารย์ได้สรุปแนวโน้มจากการไปร่วมงาน Indoor Ag Con 2019 ไว้อย่างน่าสนใจถึง 5 ประเด็นครับ

  1. ฟาร์มในร่มจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  2. มีพันธุ์พืชและแมลงสำหรับฟาร์มในร่มโดยเฉพาะ
  3. Harvest on Demand หรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามออเดอร์หรือความต้องการตลาด
  4. ฟาร์มแมลง
  5. ระบบฟาร์มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

นั่นเป็นมุมมองแนวโน้มจากฝั่งวิชาการของภาคเกษตรที่ถือได้ว่า… ประเทศไทยโชคดีที่ไม่ได้ล้าหลังเกินไปจนไม่สามารถลอกคราบระบบการเกษตรแบคลาสสิก ไปสู่เกษตรอัจฉริยะในห้วงเวลาที่เหมาะสม

…และผมเชื่อว่า เรากำลังเข้าสู่ยุค Autonomous Farm แล้วด้วยหล่ะ!!!

สุดท้าย… ในมุมของอสังหาริมทรัพย์ ที่ผมถือว่า การมาถึงของโรงงานผลิตพืช… อีกไม่นานเราน่าจะได้เห็นโรงเรือนแบบโรงงานอุตสาหรรม ที่สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ผังเมืองสีเขียวที่เป็นเขตเกษตรกรรม

…หรือประเทศนี้ต้องรื้อสีผังเมืองกันอีกรอบก็ไม่รู้

Share this post

Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Domino

SET ในวิกฤติ COVID-19… กับภาพเปลือยเศรษฐกิจไทยที่ไร้โครงสร้าง

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาต่างชาติทั้งระบบ โดยที่การใช้จ่ายและลงทุนในชาติเองก็มีแต่เปลือกที่พึ่งตัวเองไม่ได้… SME ไทยที่ปากกัดตีนถีบ กู้เงินมาลงทุนและเสียภาษีเต็มเม็ดไม่เล็ดลอด…. เมื่อเจอวิกฤติกับความช่วยเหลือแบบนายทุนเงินกู้ที่หลายๆ ความช่วยเหลือที่เสนอตัวผ่านโฆษณา… ที่ไม่เคยรับความเสี่ยงใดๆ และปล่อยให้ความเสี่ยงทั้งมวลตกใส่บ่าผู้ประการที่เหลือรอดได้ต้องเก่งจริงๆ เท่านั้น… มาตรการอย่างพักหนี้ลดดอกเบี้ย ที่ฟังดูก็เคลิ้มดีหรอก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าช่องทางทำมาหากินค้าขายตีบตันหมด… และหนี้ยังไม่ได้หายไปไหน… กลายเป็นว่า การพักหนี้ลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ แท้จริงแล้วเป็นนโยบายเพื่อให้เจ้าหนี้เองยืดเวลารอให้ลูกหนี้มีปัญญาใช้หนี้ต่อ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากกว่านี้ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าลูกหนี้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่น่าจะรอดไปได้ในช่วงนี้

Domus

Interlock Modular Construction

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่พูดถึง Interlocking Modular ในชิ้นส่วนอาคารและสิ่งก่อสร้างจากวัสดุก่อสร้างหลายแบบทั้งพลาสติก โลหะ และ คอนกรีต… ซึ่งทั้งหมดออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อให้การก่อสร้างอาคารสามารถทำ Off-Site Construction ได้ง่ายขึ้น แข็งแรงขึ้น และ ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีชั้นสูงในการก่อสร้างและการติดตั้งชิ้นส่วนอาคารและสิ่งก่อสร้าง ทั้งหุ่นยนต์… AI หรือแม้แต่ Machine Learning

Ethereum Name Service และ ENS Token

ENS หรือ ​​Ethereum Name Service เป็นแพลตฟอร์มให้บริการโดเมนเนมแบบ Decentralized Naming หรือ โดเมนเนมแบบกระจายศูนย์ บน Ethereum Blockchain ซึ่งในทางเทคนิคจะเป็นบริการเชื่อมโยงชื่อโดเมนแบบที่มนุษย์อ่านออกเขียนถูก เช่น https://ens.eth เข้ากับข้อมูลเข้ารหัส หรือ Encryption ตามมาตรฐาน Ethereum Blockchain โดยจะปรากฏเป็นชุดข้อมูลขึ้นต้นด้วย Ox…

Quant Network… Overledger and Enterprise Blockchain 

Gilbert Verdian ผู้ก่อตั้ง Quant Network ซึ่งพบปัญหาจากการทำงานใน Healthcare Sector ที่มีลักษณะเฉพาะของข้อมูลทางเวชระเบียนเชื่อมต่อกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ซับซ้อน ทั้งข้อมูลยา ข้อมูลการวินิจฉัย ข้อมูลประกันสุขภาพ ข้อมูลส่วนบุคคล และ ข้อมูลอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้องกันทั้งทางตรง และ ทางอ้อม… เพื่อให้ข้อมูลหลายชุดจากหลายแหล่งที่มาและมาตรฐานสามารถเชื่อมโยงอ้างอิงกันได้อย่างน่าเชื่อถือสูงสุด… Gilbert Verdian และ ทีม จึงร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Internet of Trust ขึ้น… ซึ่งได้กลายเป็น Quant Network ในเวลาต่อมา