ปลูกผักบนน้ำ

Hydroponic

เพื่อนผมท่านหนึ่ง… จะทำงานการเป็นลูกจ้างอีกสัปดาห์เดียว ก็จะเกษียณตัวเองออกมาเป็นเกษตรกร ที่เพื่อนท่านนี้เตรียมการมานาน… โดยเธอวางแผนจะปลูกผักในระบบไฮโดรโปนิกส์ บนที่ดินมรดก ที่มีแผนระยะสั้นเป็นการปลูกเพื่อตัดขายผักสด… ทำร้านอาหารและแปรรูปผลผลิตในระยะกลางและระยะยาว

ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งในธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารก็คือ การหาวัตถุดิบปรุงอาหารที่มีคุณภาพ และมี Supply Chain ที่เสถียรต่อการบริหารจัดการ… ซึ่งหลายครั้ง ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร ต้องทำงานเชิงรุกไปถึงแหล่งผลิตพืชผักหรือแม้แต่เนื้อหมูปลาไก่ไข่กุ้ง… ที่ต้องดีและเพียงพอต่อการให้บริการอาหารในร้าน

ซึ่งเพื่อนท่านนี้เลือกที่จะพาตัวเองไปเป็นข้อต่อในห่วงโซ่การผลิตผักแบบไฮโดรโปนิกส์ โดยวางแผนจะมีการผลิตผักคุณภาพสูงและคัดเกรด เทียบเท่าหรือดีกว่าผักโครงการหลวง… ซึ่งผมมีโอกาสได้ช่วยเหลือเรื่องข้อมูลการลงทุนกับระบบไฮโดรโปนิกส์… และวันนี้ผมจะเอาข้อมูลบางส่วนอย่างข้อดีข้อเสียของการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์มาเล่าแบ่งปัน… เผื่อหลายท่านที่มีที่ดินมรดกอยู่เยอะ แต่อยู่ห่างไกลหน่อย และหาลูกจ้างคนงานช่วยได้ไม่ยาก แถมยังเป็นโมเดลที่ลงทุนได้หลายระดับ ตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ขึ้นไป… แต่มีความมั่นคงและยั่งยืนตราบเท่าที่ มนุษย์ยังต้องกินผักและคนปลูกผักไม่เคยอดตาย

มาดูกันเลยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง…

ข้อได้เปรียบของการปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์

1. ควบคุมการใช้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกในดิน ซึ่งมักจะพบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของธาตุอาหารในดินที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดที่แตกต่างกัน

1.1 ควบคุม pH หรือความเป็นกรด-ด่างของดิน ได้ง่าย ซึ่ง pH นี้เองมีส่วนในการควบคุมรูปของธาตุอาหารพืชทั้งในดินและในสารละลายให้อยู่ในรูปที่พืชจะนำไปใช้ได้ทันที อีกทั้งวิธีไฮโดรโปนิคส์จะช่วยให้ธาตุอาหารพืชไม่สูญหายไปไหน ทั้งในรูปการถูกชะล้างไปจากดินและการจับตัวกับธาตุบางชนิดในดินตกตะกอนไป หรือเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้

1.2 ควบคุมปริมาณและรูปร่างของจุลธาตุ (Trace elements) ที่พืชต้องการจำนวน 7 ธาตุได้แก่ เหล็ก (Fe), ทองแดง (Cu), สังกะสี (Zn), โบรอน (B), โมลิบดีนัม (Mo), แมงกานีส (Mn) และคลอรีน (Cl) ให้อยู่ในรูปที่รากพืชดูดนำไปใช้ได้และไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป จนเกิดเป็นพิษต่อพืช

1.3 ควบคุมการตกค้างของการมีธาตุอาหารสะสม หรือ Residual effect ในพืช, ในดิน และในสภาพแวดล้อมจนเกิดเป็นพิษในระบบนิเวศ

2. ลดค่าแรงงาน เนื่องจากในระบบการปลูกไฮโดรโปนิกส์ ไม่ต้องมีการเตรียมแปลงปลูกขนาดใหญ่จึงไม่ต้องจ่ายค่ารถไถเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช งานดินต่างๆ ทั้งการใส่ปุ๋ยและยกร่อง เป็นต้น

3. ความสม่ำเสมอของการให้น้ำ ระบบไฮโดรโปนิกส์เป็นระบบที่ควบคุมการให้น้ำตามความต้องการของพืช ดังนั้นความสม่ำเสมอของการให้น้ำจึงเป็นหัวใจของระบบ

4. ระบบไฮโดรโปนิกส์จะประหยัดน้ำกว่าการให้น้ำกับพืชที่ปลูกทางดินไม่น้อยกว่า 10 เท่า ซึ่งจะมีผลทำให้การปลูกพืชในฤดูแล้งหรือนอกฤดูปลูกปกติในดิน สามารถทำได้โดยมีผลตอบแทนสูงกว่า

5. ควบคุมโรคในดินได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดินปกติ

6. ได้ผลผลิตที่มีความสม่ำเสมอและคุณภาพดีกว่าการปลูกในดินปกติ

7. สามารถปลูกพืชได้ในสภาพที่ดินบริเวณนั้นไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น ดินเป็นกรด, เป็นด่าง หรือดินเค็ม และมีสภาพขาดแคลนน้ำ

ข้อด้อยของการปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์

ข้อด้อยของระบบไฮโดรโปนิคส์ที่มักจะถูกกล่าวถึงเสมอก็คือ การที่ต้องลงทุนสูงทั้งโรงเรือนและระบบเมื่อเทียบกับการปลูกพืชในดินตามปกติ และต้องมีความรู้ด้านการจัดการและเทคโนโลยีที่สูงกว่าการปลูกพืชในดินปกติ โดยเฉพาะข้อมูลพื้นฐานในเรื่องสรีรวิทยาของพืชและพื้นฐานทางเคมีและธาตุอาหารพืช

นอกจากนี้… ในบริเวณที่จะติดตั้งระบบไฮโดรโปนิคส์จะต้องมีระบบน้ำและระบบไฟฟ้าที่พร้อม เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำหรับการติดตั้งระบบการปลูกพืชด้วยวิธีนี้ และข้อจำกัดของชนิดพืชปลูกมีค่อนข้างสูง การเลือกชนิดพืชที่จะปลูกในเชิงพาณิชย์ต้องมีการศึกษาตลาดอย่างถี่ถ้วน ควรเป็นพืชที่แตกต่างจากพืชที่ปลูกทั่วไปในดินปกติ

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Meat Processing Robot

Surgical Robots and Meat Processing… หุ่นยนต์ผ่าตัดในอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์

เมื่อ University of Southern Queensland’s Centre for Agricultural Engineering ประกาศหาผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ตัดแต่งเนื้อ เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปเนื้อสัตว์ด้วยหุ่นยนต์… Professor Peter Brett จึงให้ความสนใจที่จะได้นำทักษะและองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ มาช่วยภาคอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรในออสเตรเลีย อันเป็นดินแดนผลิตเนื้อแดงชั้นเลิศส่งออกไปทั่วโลก

RTE Market… ตลาดอาหารพร้อมรับประทานและความท้าทายในแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง

อาหารพร้อมกินหรือ Ready to Eat หรือ อาหาร RTE จึงกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร ที่ไม่ใช่แค่กลายเป็นคู่แข่งหรือหอกข้างแคร่ธรรมดาอีกแล้ว… แต่เป็นคู่แข่งที่โตวันโตคืน พร้อมกลยุทธ์และเป้่าหมายทางธุรกิจที่ไม่ว่าร้านอาหารจะครัวใหญ่แค่ไหน ก็เป็นเพียง SME เล็กๆ ไปโดยปริยาย

LiVE

LIVE FIN CORP… CrowdFunding ทายาทรุ่นหลานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Live Fin Corp หรือ บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด ถือหุ้นใหญ่โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย… มีสำนักงานอยู่ตึกเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET นั่นเลย… LiVE ย่อมาจาก Launchpad and investment Vehicle for Enterprise เป็นผู้ให้บริการเครือข่าย Blockchain เพื่อระดมทุนและซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับ SME และ Startup โดยเฉพาะ โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมทั้งกับผู้ประกอบการและนักลงทุน

Ready To Eat

หลักและแนวคิดการพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน

อาหารพร้อมรับประทาน หรืออาหาร RTE หรือ Ready To Eat ว่า… ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาดรวม โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2563 มูลค่าตลาดอาหารพร้อมทานจะอยู่ที่ 20,200–20,500 ล้านบาท โต 3.0–5.0% Year-on-Year จากความหลากหลายแปลกใหม่ของสินค้า