เตรียมห้องพัก โรงแรมและ Hospitality Services หลัง COVID-19

Bon Appetit

มาตรการ Lockdown ที่ทั่วโลกงัดออกมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เล่นงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งที่พัก อาหารและการเดินทางจนนิ่งสนิททั้งโลก สะท้อนจากราคาน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการเดินทาง ราคาร่วงต่ำลงจนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่ง มีปัญหาทางการเงินถึงขั้นล้มละลายก็เกิดขึ้นให้เห็น… ส่วนที่พักและโรงแรมทั่วโลก ก็บอกขายทรัพย์สินกันมากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน… ก็ได้แต่บอก! เพราะหาคนซื้อเจอยากเหลือเกิน

กระแสการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดเรื่อง Proximity Tourism หรือการท่องเที่ยวระยะไกล จนถึง Distance Between People หรือการเว้นระยะห่างระหว่างผู้คน ที่ได้ยินหนาหูจนหลายฝ่ายเชื่อว่า… ธุรกิจบริการน่าจะเจอกับ New Normal หรือความปกติใหม่ ที่ต้องออกแบบงานบริการกลุ่ม Hospitality ที่ศูนย์กลางคือกิจกรรมการบริการผู้มาเยือน ที่ต้องเริ่มหาแนวปฏิบัติ หรือ Practice กันใหม่ตั้งแต่ตอนนี้

วันนี้ผมได้รวบรวมแนวคิดสำหรับพัฒนาแนวปฏิบัติ เพื่อธุรกิจ Hospitality หลังวิกฤต Covid-19 จากหลายแหล่งมารวบรวมไว้อีกชุดหนึ่ง อย่ารีบเบื่อข้อมูลแนวคิดแบบนี้กันน๊ะครับ เพราะช่วงนี้ถือเป็นวาระเสนอแนวคิดให้เยอะๆ มากๆ เข้าไว้ แบบที่สูตร Design Thinking เรียกว่า Ideation เพื่อจะได้มีตัวเลือกมากๆ แลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน… ซึ่งไอเดียทั้งหมดพอจะสรุปรอบนี้ได้ดังนี้ครับ

Holidays Without Crowds หรือ วันหยุดที่ไม่รวมผู้คน

กิจกรรมแบบขนคนมาประชุมสัมนานอนโรงแรมคราวละหลายร้อยห้อง หรือนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ ที่โฟกัสจำนวนหัวมากกว่าคุณภาพนักท่องเที่ยวเหมือนในอดีต หลายกรณีอาจจะหายไปเลย โดยเฉพาะประเพณีท่องเที่ยวดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งหลาย… ซึ่งอาจจะเลยไปถึงการท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบงานเทศกาลโน่นนี่ คงประชาสัมพันธ์และเรียกแขกกันสุดฤทธิ์แบบในอดีตได้ยาก เพราะการทุ่มเทลงทุนกับการเตรียมต้อนรับฝูงชนจำนวนมาก อาจกลายเป็นดาบสองคมที่สะท้อนเรื่องสุขอนามัย ที่นักเดินทางท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง คงหมดสนุกถ้าต้องไปแบบใส่หน้ากากอนามัย ครอบทับด้วยเฟซชิลด์และใส่เสื้อกันฝนเดินดูนางรำใส่หน้ากากอนามัย ครอบทับด้วยเฟซชิลด์และใส่เสื้อกันฝนฟ้อนเล็บนำขบวนแห่เทียนพรรษา… หรืออะไรประมาณนั้น

New Hygiene Standards หรือ มาตรฐานและแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยใหม่

มาตรฐานใหม่ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ สำหรับธุรกิจที่พักรวมทั้งร้านอาหาร ที่แนะนำให้ใช้ของใช้ที่สัมผัสตัวลูกค้า เป็นแบบใช้แล้วทิ้งทั้งหมดถ้าเป็นไปได้ และส่วนที่เหลือ รวมทั้งโถงทางเดิน ลิฟท์และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ต้องสร้างแนวปฏิบัติหรือ Guideline เรื่องความสะอาดและสุขอนามัยที่ชัดเจนเชื่อถือได้

Rethinking Spaces หรือแนวคิดใหม่เรื่องพื้นที่ว่าง

กรณีพื้นที่ใช้สอย โดยเฉพาะพื้นที่รองรับและรับรองลูกค้าในหลายๆ กรณี อาจจะต้องเพิ่มช่องว่างที่ชัดเจน รวมทั้งการออกแบบระบบระบายอากาศและเทคนิคการปรับอุณภูมิของพื้นที่ปิด ให้หมุนเวียนและถ่ายเทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cancellation Policy หรือนโยบายยกเลิกการจองในกรณีต่างๆ

ซึ่งการยกเลิกการจองใช้บริการที่เข้มงวดแบบเดิม อาจจะทำให้ธุรกิจที่ภาพลักษณ์และเชื่อเสียงเรื่องสุขอนามัยไม่ชัดเจน ในสายตาและการรับรู้ของลูกค้า ตัดสินใจลำบากในหลายๆ กรณี… ซึ่ง Operation การจองใช้บริการที่พักหรือร้านอาหารที่สร้างต้นทุนทันทีที่มีการจอง อาจจะต้องพิจารณาออกแบบ Operation ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะต้นทุนค่าเสียโอกาสที่โครงสร้างธุรกิจบางส่วน ยังตั้งเป็นเงื่อนไขจนทำให้ การยกเลิกของลูกค้าที่ไม่ยินดีและไม่ได้ใช้บริการ เสียโอกาสแทนจนอาจจะทำลายโอกาสของธุรกิจในท้ายที่สุด

New Ways to Check-in หรือหาทางเชคอินแบบใหม่

โดยพิจารณา Kiosk หรือหุ่นยนต์ช่วยดูแลการเชคอินของลูกค้า และจุดเชคอินควรจะมีมาตรฐานด้านสุขอนามัยดูแลอย่างชัดเจน เช่นมีช่องให้ยื่นมือรับเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อนเริ่มทำรายการเป็นต้น

Room Cleaning หรือการทำความสะอาดห้องพัก

เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำความสะอาดของใช้และเฟอร์นิเจอร์ในห้องพัก จำเป็นต้องยกระดับการทำความสะอาดใกล้เคียงหรือเทียบเท่าห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันมีผู้ออกแบบการควบคุมเชื้อในห้องด้วยหุ่นยนต์ ทั้งเทคนิคการฉีดพ่นและฉายแสง โดยไม่เป็นภาระแรงงานมนุษย์ให้เสี่ยงอันตรายอีกทางหนึ่ง

Food and Beverage Operation หรือบริการอาหารด้วยแนวทางใหม่

การให้บริการอาหารในโรงแรมหรือที่พัก ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มีรายได้จากธุรกิจอาหารไม่น้อย การบริการอาหารในห้องพัก คงต้องใช้ Operation สั่งส่งด้วยหุ่นยนต์ดีที่สุด… ส่วนการให้บริการในภัตตาคาร คงต้องพึ่ง Operation ร้านอาหารปลอดภัยแบบใหม่ ที่ยังไม่ชัดเจนว่า จุดสมดุลใหม่ของธุรกิจร้านอาหารที่แท้จริงจะปรับส่วนไหนแค่ไหนและอย่างไร และมีแม้กระทั่งแนวคิดเรื่อง Private Dining Room ก็ริเริ่มกันแล้ว… แต่ที่แน่ๆ คือ ธุรกิจอาหารไม่มีทางตายอย่างแน่นอน เมื่อไม่ตายก็ย่อมมีทางโตเช่นกัน

Focus On Communication หรือให้ความสำคัญกับการสื่อสาร

โดยการบอกเล่าและหาเทคนิคการบอกกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมันให้กับลูกค้าในการใช้บริการ และมาตรการ Mask & Face Shields First คือแนวทางที่แนะนำแม้หลายอย่างจะผ่อนคลาย จนกว่าจะเกิดความเชื่อมั่น หรือมีแนวทางอื่นที่คลี่คลายความกังวล

ตอนนี้รวบรวมได้เท่านี้ก่อนน๊ะครับ… ขอให้ทุกท่านที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริการทั้งหมด แข้มแข็งและแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาหนทางที่ดีที่สุดให้ตัวเองและธุรกิจ

ขอให้โชคดีทุกท่านครับ!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

สถานีธนบุรี…

ที่ดินขนาด 21 ไร่ย่านบางกอกน้อยใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ถือว่าเป็นที่ดินแปลงใหญ่มากสำหรับการลงทุน… เมื่อรถไฟสามารถต่อเส้นทางสายสีแดงจากตลิ่งชันถึงศิริราช ที่ดินแปลงที่ใหญ่ที่สุดของย่านนั้นอย่างที่ดินสถานีธนบุรีย่อมน่าสนใจขึ้นมาทันที

Color

ประวัติย่อของสี… และคาดการณ์มูลค่าทางการตลาดสีทาอาคาร

ตลาดสีทาบ้านในไทยในปี พ.ศ. 2559 มีมูลค่า 19,201.3 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า… ตลาดปี พ.ศ. 2564 น่าจะเติบโตเป็น 24,603.2 ล้านบาท… ส่วนมูลค่าตลาดกลุ่มสารเคลือบและอื่นๆ คาดการณ์ว่า จะโตจาก 6,376.9 เป็น 8,852.7 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2564

Stochastic Oscillator และ Stochastic RSI Oscillator

Stochastic Oscillator และ Stochastic RSI

Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือกลุ่ม Momentum หรือ แรงเหวี่ยงของกำลังซื้อและกำลังขาย ซึ่งจะบอก หรือ ทำนายทิศทางของราคาสินทรัพย์ที่จะเกิดการตกลงซื้อขายในลำดับถัดไป… Stochastic Oscillator ถูกพัฒนาโดย George C. Lane ผู้เคยดำรงเป็นประธานกรรมการบริหาร Investment Educators Inc. ในรัฐ Illinois… ชื่อเดิมของ Stochastic Oscillator ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปแล้วจึงเคยเรียกกันว่า Lane’s Stochastics

SLO-MO 2020

SLO-MO แนวโน้มพฤติกรรมการท่องเที่ยว 2020

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเดินทางท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของไทยและผู้คนส่วนใหญ่ทั้งโลก… ยิ่งปีนี้เป็นปีที่ค่าเงินบาทของไทยแข็งโป๊กไม่ว่าจะเทียบกับเงินสกุลไหน ทำให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกันคึกคัก… ในขณะที่คนส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ผสมกับการเดินทางเยี่ยมเยียน ที่นักเดินทางส่วนหนึ่งเลือกแวะระหว่างทาง เพื่อสัมผัสประสบการณ์ของแถม หรือไม่ก็เลี่ยงการจราจรหนาแน่นในบางช่วงบางตอนและจังหว่ะเวลา… ซึ่งพฤติกรรมการเดินทางแบบนี้เข้าข่ายแนวโน้มการเดินทางใหม่ที่ชื่อว่า Slo-Mo หรือ Slow-Mo Travel หรือ Slow Of Missing Out Travel