เทคโนโลยีพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง

วันนี้ลอกการบ้าน SCBEIC ที่สำนักวิจัยแห่งนี้ได้เผยแพร่ข้อมูลอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในกระแส  SCG หรือ Environmental, Social และ Governance อันเป็นแนวทางที่องค์กรทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญ และ เริ่มนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน… โดยเฉพาะ E – Environmental ที่ต้องจัดการ และ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในช่วงปี 2050 – 2060 และ ควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 – 2 องศาเซลเซียส

แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม และ ความยั่งยืนดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง… โดยข้อมูลจาก Global Efficiency Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระบุว่า… ในปี 2019 ปริมาณการปล่อย CO2 จากการผลิตเหล็กถึง 11% และ ปล่อย CO2 จากการผลิตซีเมนต์ถึง 7% ของปริมาณการปล่อย CO2 ทั้งหมด

ปัจจุบัน… ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างทั้งใน และ ต่างประเทศต่างก็ขานรับแนวทางการจัดการและความรับผิดชอบของการดำเนินธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว และ เริ่มมีการปรับตัวกันบ้างแล้ว… โดยกลุ่มผู้ผลิตซีเมนต์ซึ่งมีการปล่อย CO2  ราว 620 กิโลกรัมต่อการผลิตปูนซีเมนต์ 1 ตัน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาวัตถุดิบเพื่อให้ได้ปูนเม็ด หรือ Clinker ซึ่งใช้พลังงานจากฟอสซิลอย่างถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก… แต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมาก็มีผู้ผลิตปูนซีเมนต์ทั้งใน และ ต่างประเทศ เริ่มดำเนินการลดสัดส่วนการใช้พลังงานจากถ่านหิน โดยหันมาใช้พลังงานทดแทนจากขยะเชื้อเพลิง หรือ RDF หรือ Refuse Derived Fuel และ ชีวมวล หรือ Biomass มากขึ้น… ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาถ่านหินอีกด้วย โดยภายในปี 2021 ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ของไทยมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ราว 20-30% ของแหล่งพลังงานในการผลิตทั้งหมด

โดยข้อมูลจาก McKinsey ได้ประเมินว่า… วิธีการลดการปล่อย CO2 แบบดั้งเดิม เช่น การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้วัสดุทดแทนเม็ดปูน เช่น เถ้าลอยจากการเผาถ่านหิน วัสดุผสมปอซโซลาน จะสามารถช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ราว 30% เท่านั้น และ ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการขาดแคลนวัสดุที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือก และ วัสดุทดแทนเม็ดปูน… ผู้ประกอบการควรเริ่มศึกษานวัตกรรมใหม่ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มเติมได้อีก 25% – 30% ภายในปี 2050 ควบคู่ไปด้วย ซึ่งได้แก่ 

  1. เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ CO2 หรือ Carbon capture and storage  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กระบวนการทางเคมีในการดักจับ CO2 ก่อนออกสู่ชั้นบรรยากาศ และ ฉีดอัดเพื่อกักเก็บใต้ดินลึกหลายกิโลเมตร โดยปัจจุบัน CCS ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาและเริ่มใช้กับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าเป็นหลัก แต่คาดว่าจะมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ รวมถึงโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ได้ในอนาคต
  2. Green Cement ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท StartUp หลายแห่งกำลังทำการวิจัยและพัฒนา โดยมีหลักการสำคัญคือ ลดสัดส่วนการใช้หินปูนในการผลิตซีเมนต์ โดยแทนที่ด้วยสารเคมีชนิดอื่นที่ปล่อย CO2 ผ่านการเผาไหม้น้อยกว่า อย่างแมกนีเซียมไดออกไซด์ และ หินปูนสังเคราะห์

ส่วนอุตสาหกรรมเหล็ก… ก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการทยอยปรับตัวเพื่อลดการปล่อย CO2 อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก ได้มีการเริ่มปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศตั้งแต่ปี 2016 โดยทยอยลดกำลังการผลิตด้วยการสั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กคุณภาพต่ำที่มากเกินความต้องการ จนก่อให้เกิดมลภาวะจากการผลิตเหล็กราคาถูกที่มากเกินไป ต่อเนื่องมายังปี 2021 ซึ่งมีการควบคุมกำลังผลิตในประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน 

นอกจากนี้… จีนยังมีแผนระยะยาวเพิ่มการใช้เตาอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ราว 440 กิโลกรัมต่อการผลิตเหล็ก 1 ตัน ซึ่งน้อยกว่าเตา Basic Oxygen Furnace  ถึง 4 เท่า โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนโรงเหล็กแบบเตา Electric Arc Furnace หรือ EAF จากราว 10% ในปี 2020 มาอยู่ที่ 30% ของกำลังการผลิตในปี 2030… ส่วนการผลิตเหล็กในไทยนั้น ปัจจุบันมีการใช้เตาหลอม 2 ชนิด ได้แก่  EAF และ IF หรือ Induction Furnace ซึ่งถือเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อย CO2 ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ผลิตเหล็กไทยก็ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแล้วด้วยเช่นกัน

อุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality จากนี้ไปจนถึงราวปี 2060… เราคงได้เห็นการเปลี่ยนในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างอีกมากทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลต้นฉบับจาก SCBEIC ครับ!

References… 

Share this post

Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

คุณภาพอากาศใน Smart City

ผมอยู่เชียงใหม่ในวันที่คุณภาพอากาศเลวร้ายขึ้นอันดับหนึ่งของโลก สภาพเมืองท่องเที่ยวเบอร์ต้นๆ ของไทยใกล้วันสงกรานต์ในปีนี้… เงียบเหงาและวังเวงน่าใจหาย

Decentralized Financial

The Rise Of Decentralized Financial… การเงินแบบไร้คนกลางผงาดและหยัดยืน

DeFi เป็นระบบนิเวศน์ทางการเงินใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในระบบนิเวศน์ของ Fiat Money มาก… ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจคริปโตที่มีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วและกำลัง “กลืนกินระบบนิเวศน์ทางการเงินและการลงทุนดั้งเดิม” อย่างรวดเร็ว

Hydrogen Economy

Hydrogen Economy… แนวโน้มและทิศทาง 2022-2030

ภาพรวมไฮโดรเจนจากเอกสารชื่อ HYDROGEN INSIGHTS 2021 โดย Hydrogen Council และ McKinsey & Company ได้ออกรายงานพบการลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซไฮโดรเจนแบบ Green Hydrogen มีมากถึง 359 ทั่วโลก และเป็นโครงการขนาดใหญ่ถึง 131 โครงการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021… มีเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ คาดว่าจะสร้างเศรษฐกิจมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

Digital Marketing Experience

ผมเป็นแฟน thinkwithgoogle.com มาซักพักใหญ่แล้วหล่ะครับ และผมแนะนำให้ทุกท่านแวะเวียนไปค้นดู และรู้จักกับ thinkwithgoogle.com เอาไว้บ้าง เพราะข้อมูลและบทความ รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ของที่นี่ หลายเรื่องสามารถจุดประกายใหม่ๆ ได้เยอะทีเดียว… โดยเฉพาะ Digital Marketing Mindset ที่ผมคิดว่า สามารถ Update ข้อมูลให้สมองมีอะไรสดใหม่ได้ตื่นตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้อีก