Properea

Everything Has Beauty, But Not Everyone Can See ~ Confucius

Confucius

四书五经 หรือ ซื่อชูอู่จิง หรือตำราทั้งสี่คำภีร์ทั้งห้า ถือเป็นหนังสือหรือตำราเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล… ตำราทั้งสี่ของจีนถือเป็นรากเหง้าของภูมิปัญญาจีนประกอบด้วย… หนึ่งคือ 论语 หรือ หลุนอวี่ บันทึกคำสั่งสอนของขงจื๊อ… สองคือ 孟子 หรือ เมิ่งจื่อ … สามคือ 大学 หรือ ต้าเสวีย … และสี่คือ 中庸 หรือ จงหยง

ต้าเสวียนและจงหยง เป็นเรื่องแนวการประพฤติตนเพื่อให้มีความรู้และคุณธรรม ซึ่งคัดมาจากคำภีร์โบราณ 礼记 หรือ หลี่จี้ อีกทีหนึ่ง

ส่วนคำภีร์ทั้งห้า… ได้ชำระหนังสือ หลี่จี้ รวมกับคัมภีร์หลุนหยู่ และคำภีร์เมิ่งจื๊อเรียกว่า  四书章句集注 หรือ ซื่อซูจางจวี้จี๋จู้ หรือ อรรถประโยคในหนังสือสี่ แต่มีห้าเล่มอันเป็นรากฐานอารยธรรมจีนได้แก่ 易经 หรือ อี้จิง คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องโหราศาสตร์… 尚书 หรือ ซ่างซู คำภีร์ประวัติศาสตร์ หรือ Book of History… 诗经 หรือ ซือจิง คัมภีร์ลำนำและกวี หรือ Book of Song … 礼记 หรือ หลี่จี้ คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรม หรือ Book of Rites และ 春秋 หรือ ชุนชิว บันทึกพงศาวดารและปรากฎการณ์ธรรมชาติ… 

ซึ่งคำภีร์ทั้งหมด ขงจื่อล้วนใช้สอนศิษย์ในสำนักหรูเจีย หรือ 儒家 และยังชำระสะสางแต่งเติมคำภีร์เหล่านี้

ทวีป วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2538 เคยเขียนถึงขงจื่อว่า… ในตอนปลายชีวิต ขงจื่อก็ได้เป็นผู้รวบรวม บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ในยุคสมัยชุนชิว และสันนิษฐานว่า… ขงจื่อเป็นบรรณาธิการในการรวบรวมหนังสือสําคัญๆ ในวรรณคดีจีนอันเป็นที่ยกย่องกันภายหลังซึ่งได้แก่ ตําราประวัติศาสตร์ซูจิง… ตําราว่าด้วยลํานํากวีซือจิง…เป็นผู้ตรวจแก้คำภีร์อี้จิง ซึ่งต้นฉบับชุดนี้สาบสูญไป และยังเป็นผู้ชำระ Book of Rites หรือตําราว่าด้วยพิธีกรรมหลี้จี… ซึ่งก็คือคำภีร์ทั้งห้า กลายเป็นตำราพื้นฐานของลัทธิขงจื่อในยุคต่อมาที่สืบทอดโดย เมิ่งเคอ และ จูซี

ถ้าใครเป็นแฟนซีรี่ย์จีนย้อนยุคจะเคยได้ยินคำว่า “สอบจอหงวน” ซึ่งเป็นการสอบแบบเขียนความเรียงอ้างอิง 四书章句集注 หรือ ซื่อซูจางจวี้จี๋จู้ หรือ อรรถประโยคในหนังสือสี่ หรือเรียกย่อๆ ว่า ซื่อซู นี้เอง

ด้วยเหตุนี้ ขงจื่อ และแนวทางลัทธิขงจื่อจึงเป็นรากฐานจีน ที่ฝังอยู่ในชิวิตประจำวันคนจีนทุกผู้ทุกนาม กลายเป็นอารยธรรมจีนอย่างที่โลกได้เห็นและเป็นอยู่

ขงจื่อเกิดวัน 27 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ปีที่ 551 ก่อน คริสต์ศักราช… ตรงกับวันที่ 25 กันยายน จึงถือวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดขงจื่อ… ซึ่งเป็นห้วงเวลาหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 8 ปี

ครอบครัวขงจื่อเป็นตระกูลขุนนางแต่ฐานะอยากจน บิดาเป็นคนแคว้นซ่งที่อพยพมาอยู่แคว้นหลู่ เขตมณฑลซานตงในปัจจุบัน… เมื่อขงจื่ออายุเพียง 3 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตจึงเติบโตจากการอบรมการเลี้ยงดูของมารดาที่เข้มงวดเพื่อให้เป็นผู้มีความรู้ ภายหลังได้รับราชการเป็นขุนนางผู้น้อย ต่อมาได้เป็นข้าหลวงยุติธรรมอยู่เพียง 3 เดือน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่ออายุได้ 30 ปี… ขงจื่อ ได้รับยกย่องและมีชื่อเสียง แต่เนื่องจากบ้านเมืองในยุคชุนชิวและจ้านกว๋อ… แผ่นดินจีนแตกแยกเป็นก๊กต่างๆ เหมือนบันทึกในพงศาวดารเลียดก๊ก… ขงจื่อและศิษย์ จึงอออกเดินทางไปเยือนแคว้นต่างๆ ทั่วสารทิศด้วยหวังว่า ฮ่องเต้และเจ้าเมืองจะรับฟังหรือเชื่อถือในคําสอนของตน แม้ว่าเจ้าผู้ปกครองเมืองและแว่นแคว้นต่างๆ ต้อนรับและให้เกียรติขงจื่อเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีฮ่องเต้หรืออ๋องเจ้าเมืองใดรับขงจื่อเป็นที่ปรึกษา หรือแม้แต่ยอมฟังข้อเสนอของขงจื่อ

ขงจื่อใช้เวลานับสิบปีตระเวนไปตามแคว้นน้อยใหญ่ทั่วสารทิศ เพื่อเสนออุดมการณ์ของตนเอง จึงคืนบ้านเกิดในแคว้นหลู่ และตั้งสำนักหรูเจีย หรือ 儒家 หรือสำนักลัทธิขงจื่อ ขึ้นด้วยนโยบายอบรมถ่ายทอดความรู้ ให้ผู้ใฝ่ศึกษาทั่วไปโดยไม่เลือกชาติกําเนิดหรือฐานะ รวมทั้งการชำระคำภีร์โบราณทรงคุณค่าและผลิตตำรามากมาย

ขงจื่อจึงได้ชื่อว่าเป็นนักการศึกษาคนแรกของจีนที่ตั้งสถาบันการศึกษาขึ้น แถมเรียกเก็บค่าเล่าเรียนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังทำงานวิจัยค้นคว้าและพัฒนาตำรามากมาย ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ตำราจากสำนักขงจื่อต้นฉบับที่บันทึกบนจู๋เจี่ยน หรือ 竹简 หรือผูกไม้ไผ่ สูญหายไปมากมาย ซึ่งการค้นคว้าจำนวนมากชี้ว่า สำนักขงจื่อสอนทั้ง คัดลายมือรัฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี ยิงธนู ขับรถศึก และยังสอนคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาความคิดจิตใจรอบด้าน

นักวิชาการประวัติศาสตร์ของจีนประมาณว่า สำนักขงจื่อมีลูกศิษย์ราว 3,000 คน และเป็นผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์และมีบันทึกต่างๆ กว่า 70 คน โดยมีผลงานเรียบเรียง บทสนทนาระหว่างขงจื่อกับศิษย์ รวมทั้งข้อสนทนาธรรมอื่นๆ ของขงจื่อเอาไว้ในคำภีร์ 论语 หรือ หลุนอวี่ หนึ่งในหนังสือสี่ นั่นเอง

บทสนทนาในหลุนอวี่ ไม่ต่างจากบทสนทนาของ Socrates หรือโสเครติส บิดาแห่งปราชญ์ตะวันตก ที่สอนลูกศิษย์ทั้งหลายด้วยการตั้งคำถาม ตอบคำถาม… ในคำภีร์หลุนอวี่จะบันทึกย้ำด้วยคำว่า… อาจารย์กล่าวว่า รวบรวมไว้

ขงจื่อถึงแก่กรรมปีที่ 479 ก่อนคริสตกาล… ลูกศิษย์ของขงจื่อได้แยกย้าย ไปเผยแพร่คําสอนของขงจื่อตามแคว้นต่างๆ  แต่คำสอนของขงจื่อก็ยังไม่เป็นที่ยกย่องแพร่หลายเท่าใดนัก… โดยเฉพาะการขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้จีนของอ่องเมืองฉิน พระนามจิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงปี 220 ก่อนคริสตกาล และได้มีพระบัญชาให้เผาตําราคําสั่งสอนของขงจื่อให้สิ้นซาก พระองค์ทรงวินิจฉัยว่า ลัทธิขงจื่อเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของอาณาจักร และทรงเลือกใช้หลักการปกครองด้วยลัทธิฝ่าเจียหรือแนวทางนิตินิยม หรือใช้ระบบกฎหมายเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน

จนกระทั่งสิ้นยุคจิ๋นซีฮ่องเต้นับร้อยปี… จึงมีปราชญ์ เม่งจื่อ หรือ 孟子 และ สวินจื่อ หรือ 荀子 สองนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคที่ศึกษาขงจื่อ และชำระรวบรวมคําสอนของขงจื่อเป็นหนังสือหลายเล่มด้วยปรัชญาสำนักหรูเจียของขงจื่อ โดยสืบทอดแนวทางจริยศาสตร์ที่แจกแจงคุณธรรม หรือ เต๋อ หรือ 德… เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติโดยอิงกับมาตรฐานและคุณค่าตามขนบจารีต โดยนำคุณธรรมหลักอย่าง เหริน หรือ 仁 หรือ ความเมตตากรุณา… หลี่ หรือ 禮 หรือ ขนบจารีต… และ อี้ หรือ 義 หรือความสัมพันธ์… เป็นคุณธรรมพื้นฐาน และยังมีคุณธรรมอย่าง ความกตัญญู หรือ เซี่ยว หรือ 孝… ความจงรักภักดี หรือ จง หรือ 忠… ความจริงใจ หรือ เฉิง หรือ 誠…  ความเคารพ หรือ จิ้ง หรือ 敬… ความกล้าหาญ หรือ หย่ง หรือ 勇 เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดถือเป็นคุณธรรมเฉพาะ ตามบทบาทหน้าที่โดยนามตามสถานภาพต่างๆ

ขนบการเขียนปรัชญาในวัฒนธรรมจีนยุคคลาสสิก รวมทั้งนักปรัชญาสำนักหรูเจียของขงจื่อ จะไม่อธิบายความคิดโดยการวิเคราะห์มโนทัศน์แล้วเสนอนิยามแบบสากล ปรัชญาขงจื่อเป็นระบบแนวคิดทางจริยศาสตร์อย่าง 仁禮義 หรือ เหรินหลี่อี้ หรือเมตตาจารีตสายสัมพันธ์ จะ “อธิบายเป็นกรณีศึกษา” อย่างยืดยุ่นตามเหตุการณ์สถานการณ์ โดยไม่นิยามรวม เช่น เมตตาคือฆ่าไม่ได้ แต่ฆ่าหนึ่งช่วยสิบก็เป็นเหริน หรือเมตตาได้ เป็นต้น

โดยพื้นฐานแล้ว… ปรัชญาสำนักหรูเจีย หรือปรัชญาขงจื่อ ถือเป็นแนวคิดทางจริยศาสตร์ ถึงขั้นที่หลายคนมองว่า… ขงจื่อเป็นศาสนาสำคัญสายหนึ่งของโลก ซึ่งนักปราชญ์จีนรุ่นหลังๆ ใช้หลักจริยธรรมขงจื่อเป็นแกนพัฒนาปรัญชาที่เรียกว่า Neo-Confucianism หรือปรัชญาขงจื่อนิยมสายใหม่หลายยุคหลายสมัย

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า… ปรัชญาสำนักขงจื่อกำเนิดขึ้นในยุคสมัยชุนชิวและจ้านกว๋อ ราว 722-221 ก่อนคริสตกาล ซึ่งแผ่นดินจีนยุคนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย… แคว้นทั้งหลายต่างรบพุ่งแย่งชิงทรัพยากรกัน สำนักคิดมากมายเกิดขึ้นเพื่อเสาะแสวงหาทางออกให้ความขัดแย้งหรือไม่ก็หากินกับความขัดแย้งโดยมีชีวิตและผู้คนเป็นเดิมพัน

ขงจื่อมั่นคงในจริยวัตรและคุณธรรม จนขัดแย้งจากแนวทางไม่สมประโยชน์ให้ฝ่ายอำนาจใดในยุคสมัย… นั่นทำให้ชีวิตราชการของขงจื่อ จบลงง่ายดายและออกเดินทางเผยแพร่แนวคิดไปทั่วแผ่นดินจีนจนเข้าวัยชรา ก็ไม่มีใครยอมรับแนวทางสันติจริยธรรม จึงกลับบ้านเกิดตั้งสำนักหรูเจียขึ้นเป็นหลักแหล่ง… 

หลักๆ แล้ว… ขงจื่อเดินทางไปทุกที่เพื่อสอนเรื่องเมตตา วิถีชีวิตและการปกครองที่อยู่ในระบบจารีตและคุณธรรมเป็นมรรควิธี หรือ เต๋า หรือ 道 ที่งดงามเหมาะสม เพื่อหยุดขัดแย้งและสงคราม… แต่ยุคสมัยที่ใครวางอาวุธก็ถูกปล้นฆ่า และนักปราชญ์ที่ไม่ช่วยทำศึกก็ไร้ค่ากับบ้านเมืองในสายตาขุนศึก อ๋องและฮ่องเต้… ขงจื่อจึงเป็นเพียงบัณฑิตไร้ค่าในสายตาอำนาจ

แต่ในสายตาของขงจื่อกลับเห็น… 诸事有其好的一面,但不是人人都能看到, Everything Has Beauty, But Not Everyone Can See, สรรพสิ่งล้วนงดงาม แต่ไม่ใช่ทุกคนจะแลเห็น

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Recent Posts