โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า

EV Only

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้เชิญผู้ผลิตรถยนต์ มาหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีรถยนต์ เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาโครงสร้างภาษีใหม่ ว่าจะจัดเก็บจากฐานใดสำหรับ EV… ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยึดตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2

คุณลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิตอธิบายว่า… โครงสร้างภาษีรถยนต์ในปัจจุบัน กรมสรรพสามิตมีการลดอัตราภาษีสำหรับ EV เป็น 0% จากปกติจัดเก็บที่อัตร 2% สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ส่วนจะพิจารณายืดเวลาออกไปอีกหรือไม่นั้น ต้องมาพิจารณาก่อนว่าแนวทางส่งเสริมรถ EV ของประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม… กรมสรรพสามิตได้เชิญผู้ผลิตรถยนต์กว่า 20 รายเข้าหารือถึงการที่กรมสรรพสามิตกำลังจะเริ่มศึกษาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รอบใหม่ เนื่องจากโครงสร้างภาษีปัจจุบันที่ยังเป็นแพ็กเกจส่งเสริมรถยนต์ไฮบริด ที่เก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีไปจนถึงปี 2568 ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายจะส่งเสริมรถ EV

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในปัจจุบัน หากได้รับการส่งเสริมจาก BOI อัตราภาษีจะอยู่ที่ 0% เป็นเวลา 3 ปี คือ ช่วงปี 2563-2565 และจากนั้นในปี 2566-2568 ภาษีจะอยู่ที่ 2% แต่หากไม่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI อัตราภาษีจะอยู่ที่ 8% ไปจนถึงสิ้นปี 2568

ฝั่งผู้ประกอบการ โดยคุณองอาจ พงศ์กิจวรสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ความเห็นหลังร่วมหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตถึงแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในด้านภาษีเพื่อสนับสนุและส่งเสริม EV ในประเทศไทย ในฐานะตัวแทนกลุ่มเสนอให้รัฐพิจารณาเพื่อขยายระยะเวลาสนับสนุนส่งเสริม EV ให้ได้รับสิทธิภาษี 0% จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปอีก 2 ปี เป็น 31 ธันวาคม 2570 รวมทั้งภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดและไฮบริดด้วย

นอกจากนั้น คุณองอาจ พงศ์กิจวรสิน ยังวิพากษ์นโยบายส่งเสริมของรัฐในด้านภาษีและการแยกประเภทรถ ที่ไปนับรวมรถยนต์ไฮบริดมาอยู่ในกลุ่มรถยนต์แบตเตอรี่  ทั้งที่รถไฮบริดส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ส่วนแบตเตอรี่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนน้อยมาก และทั่วโลกไม่ได้จัดให้รถไฮบริดอยู่ในประเภทยานยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ กรมสรรพสามิตจึงต้องทำนโยบายให้ชัดเจน ขณะที่ประเทศอื่นๆ มองรถยนต์ประเภทแบตเตอรี่ตั้งแต่รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดขึ้นไป

ประเด็นก็คือ… จากสถิติจำนวนรถยนต์ทั่วโลก 90 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันมีรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดและอีวีเพียง 2 ล้านคัน และส่วนใหญ่เป็นยอดที่มาจากดีมานด์เทียมจากการสนับสนุนของภาครัฐในแต่ละประเทศ แต่ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน อาทิ สถานีชาร์จ, ระยะเวลาการชาร์จ ฯลฯ เชื่อว่าความพร้อมของผู้บริโภคยังมองเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลัก ภายในปี 2030 จะมีรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด, ฟิวเซล และอีวี 20% จากจำนวนรถยนต์ทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคัน และปี 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ตลาดรถอีวีและปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่สำคัญต้องไม่ทำลายโปรดักต์แชมเปี้ยนอย่างรถปิกอัพและอีโคคาร์

ด้านคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีรถยนต์เพียง 2 ยี่ห้อที่ผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้แก่ FOMM และ Takano แต่มีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาดในไทย โดยใช้สิทธิประโยชน์ของเอฟทีเอภาษีเป็นศูนย์ อนาคตจะมีรถยนต์อีวีจากจีนเข้ามาทำตลาดอีกหลากหลายยี่ห้อ จึงต้องหาแนวทางปกป้องกลุ่มผู้ผลิตภายในประเทศให้รถยนต์ EV ของบริษัทเหล่านี้สามารถแข่งขันได้

ล่าสุด… เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา… คุณลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิตมีข้อมูลเพิ่มเติมให้นักข่าวเล็กน้อยว่า… ขณะนี้กำลังศึกษาโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ โดยกรมสรรพสามิตจะพิจารณาทั้งตัวรถยนต์และแบตเตอรี่ที่นำมาใช้ เพื่อให้เอื้ออำนวยให้นักลงทุนเข้ามาผลิตในประเทศแทนที่จะนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีฐานการผลิตรถยนต์ที่ใช้ระบบสันดาป หรือ เครื่องยนต์แบบลูกสูบ ทำให้มีทักษะในอุตสาหกรรมนี้ โดยถือเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักลงทุน แม้จะมีข่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า จะไปตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียมีแร่ธาตุสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ก็ตาม

โดยอธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวเน้นๆ เป็นการส่งสัญญาณว่า… โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ที่ต้องการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้านั้น จะต้องเป็นโครงสร้างที่ไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีที่เป็นพลังงานสะอาดมากกว่า… ซึ่งแปลไทยเป็นไทยว่า ไทยไม่ได้โฟกัสแต่เทคโนโลยี EV ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่ก็คงมีร่างครอบคลุมยานยนต์พลังงานสะอาดทุกสาย

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

เชียงใหม่ 2019 Smart Economy Smart City

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และหนังสือพิมพ์ประชาชาชาติธุรกิจ ร่วมกันจัดงาน งานสัมมนา “เชียงใหม่ 2019 Smart Economy Smart City ก้าวใหม่สู่อนาคตที่มั่นคง” ขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่

Davis Andrew

Content Builds Relationships, Relationships Are Built On Trust, Trust Drives Revenue ~ Andrew Davis

สภาพของอินเตอร์เน็ตที่ผู้คนใช้เป็นช่องทางหลักในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และทุกคนมักจะ “มีความต้องการบางสิ่ง จากคนที่มีบางอย่าง” สามารถหากันเจอผ่านช่องทางออนไลน์ อันมีอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงกันหมด… ซึ่งการมาเจอกันของคนที่มีความต้องการบางสิ่ง จากคนที่มีบางอย่างนี่เองที่ทำให้อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็น “ตลาด” ที่สุดท้ายเกิดการซื้อขายทำธุรกิจกันขึ้น

FOMO JOMO และ…

มีข้อความถึงผมในไลน์ส่วนตัวครับ… อยากให้ผมเอาประเด็น FOMO และ JOMO มาเล่าขยายความให้เข้าใจอีกหน่อย… ขอที่เอาไปปรับใช้และออกแบบธุรกิจหรือแคมเปญโดนๆ ได้ยิ่งดี… 

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

รับฟังความคิดเห็น… พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คุณทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแถลงว่า… กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และ ปกป้องธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมในการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้มากว่า 20 ปี ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทำให้ตัวบทกฎหมายมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว