ETH 2.0 และ Proof-of-Steke… ในมิติของการลงทุน

Ethereum 2.0

อย่างที่เราทราบกันดีว่า… Cryptocurrency เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 มกราคมปี 2009 เมื่อ Satoshi Nakamoto ปิด Genesis Block ของ Bitcoin ตั้งแต่เริ่มวันใหม่เวลา 01:15 ซึ่งระบบการประมวลผลธุรกรรมที่ Satoshi Nakamoto ใช้พัฒนาและขับเคลื่อนเครือข่าย Blockchain ของ Bitcoin มีชื่อว่า Proof-of-Work

Note: อ่านเพิ่มเติม If You Don’t Believe It Or Don’t Get It, I Don’t Have The Time To Try To Convince You – Satoshi Nakamoto

Proof-of-Work คืออะไร?

Proof-of-Work เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของ “การขุดบิทคอยน์” หรือก็คือการตรวจสอบธุรกรรมบน Blockchain เพื่อช่วยยืนยันสำเนาข้อมูลนั่นเอง ซึ่งคนที่เอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปติดตั้งระบบเพื่อช่วยงานตรวจสอบธุรกรรมบน Blockchain ของบิทคอยน์ จึงถูกกำหนดให้ได้ค่าแรงการทำงานตรวจสอบธุรกรรม หรือได้ค่าขุดบิทคอยน์เป็นการตอบแทน

ประเด็นเป็นแบบนี้ครับ… ระบบ Proof-of-Work ของบิทคอยน์จะเปิดกว้างโดยไม่ปิดกั้นนักขุดที่อยากเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง มาติดตั้งโปรแกรมแล้วเปิดเครื่องทำงานขุด หรือทำ Proof-of-Work เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย เพียงแต่กำหนดเป็นค่าตอบแทนที่แน่นอนเอาไว้ว่า เมื่อช่วยกันตรวจสอบธุรกรรมบน Blockchain ของบิทคอยน์ได้หนึ่งบล๊อกแล้ว จะได้ค่าแรงเท่าไหร่… นั่นแปลว่า ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยยืนยันธุรกรรมแบบ Proof-of-Work มากเท่าไหร่ ค่าตอบแทนที่ได้จะยิ่งถูกเฉลี่ยให้ทุกเครื่องหรือทุกบัญชีที่ช่วยยืนยันธุรกรรมด้วยกัน

ระบบ Proof-of-Work ที่เปิดกว้างและเสรีตามแนวคิดจากผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto จึงดึงดูดนักขุดเข้าสู่ระบบมากมาย ตราบเท่าที่ผลตอบแทนการช่วยตรวจสอบธุรกรรมยังไม่ทำให้ใครขาดทุน ถึงแม้ว่าระบบของบิทคอยน์เองจะกำหนดให้มีการลดค่าตอบแทนการยืนยันธุรกรรมลงครึ่งหนึ่ง หรือ Halving เป็นระยะๆ แต่กลไกสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ซ่อนไว้ใน Algorithm Bitcoin ก็สามารถปรับมูลค่าได้ด้วยตัวเองทุกครั้งจนราคาบิทคอยน์มาลอยอยู่เหนือสามหมื่นดอลลาร์สหรัฐได้นานหลายสัปดาห์แล้ว

แต่ปัญหาใหญ่ของ Proof-of-Work ก็คือ การเปิดกว้างและเสรีต้อนรับนักขุดโดยไม่มีเงื่อนไขการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบธุรกรรมในระบบ จนคอมพิวเตอร์ที่เปิดเครื่องช่วยยืนยันธุรกรรมทั่วโลกรวมกันแล้ว สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาลเพียงเพื่อช่วยกันทำงานซ้ำๆ ที่รับรองยืนยันธุรกรรมจนเกินจำเป็นไปมาก เพียงเพราะทุกคนอยากได้ส่วนแบ่งที่ยังเห็นว่ามีกำไรอยู่… แถมยังทำให้ระบบยืนยันธุรกรรมได้อย่างเชื่องช้า ซึ่งถ้าท่านมีประสบการณ์ในการโอนบิทคอยน์มาก่อนจะทราบว่า… โอนปั๊บได้รับปุ๊บยังเป็นไปไม่ได้กับบิทคอยน์ เพราะต้องรอรายการโอนชุดนั้นถูกยืนยันจากเครือข่าย Proof-of-Work ตามคิวให้เสร็จก่อน

Ethereum และ Proof-of-Stake

ข้อด้อยมากมายของโครงข่ายบิทคอยน์ โดยเฉพาะประเด็นความล่าช้าและการสิ้นเปลืองพลังงานซึ่งกระทบไปถึงทรัพยากรโลกและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประชากรโลกอีกมากยังขาดแคลนไฟฟ้าและการผลิตกระแสไฟฟ้าทุกกิโลวัตต์ ต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายมิติ… นับตั้งแต่ Bitcoin และ Cryptocurrencies กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่คนในวงกว้างรับรู้และสนใจราวปี 2014 จนถึงปัจจุบัน หัวข้อใหญ่ที่เป็นคำถามหลักๆ จากทั่วโลกดูเหมือนจะมีเพียงสองประเด็นใหญ่คือน่าเชื่อถือแค่ไหน กับประเด็นจะยั่งยืนแค่ไหนในเมื่อระบบยืนยันธุรกรรมสิ้นเปลืองเกินจำเป็นไปมาก และจับต้องอะไรให้อุ่นใจไม่ได้แม้แต่น้อย

เวบไซต์ TokeIinsight.com ได้ออกรายงานอ้างอิง The Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index หรือ CBECI โดยเผยแพร่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมปี 2020 ที่ผ่านมาว่า… สองไตรมาสแรกของปี 2020 ในขณะที่โลกกำลังสู้กับไวรัสโควิด 19 อยู่นั้น เครือข่ายบิทคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้ารวมกันราว 63.32 TWh หรือ 63.32 Terawatt Per Hours หรือต้องใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 7 เตาผลิตไฟฟ้าจึงจะพอจ่ายไฟฟ้าได้เกิน 60 TWh

การเปิดตัว Ethereum และ Ethereum Whitepaper ในปี 2013 พร้อมวิสัยทัศน์อินเตอร์เน็ตโลก และข้อตระหนักถึง Painpoint ที่เครือข่ายบิทคอยน์สร้างปมเอาไว้ให้เรียนรู้ ทำให้เส้นทางการพัฒนา Ethereum ถูกกำหนดให้ปรับโมเดลการยืนยันธุรกรรมในเครือข่ายด้วยแนวทางอื่นๆ ไปพร้อมกับการพัฒนา Blockchain ของเครือข่าย Ethereum เพื่อเริ่มต้นระบบ ซึ่งยังต้องพึ่งพาการยืนยันธุรกรรมไม่ต่างจากแนวทาง Bitcoin Proof-of-Work จนกระทั่งเครือข่าย Ethereum เติบโตเข้าสู่โมเดลการยืนยันธุรกรรมด้วยแนวคิด Proof-of-Steke หรือโมเดลการยืนยันธุกรรมโดยหุ้นส่วน… ซึ่งเครือข่าย Ethereum ได้เริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 24 พฤษจิกายน ปี 2020 และใช้งานระบบ ETH 2.0 แบบ Proof-of-Stake อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2020 ขนานไปกับระบบ Proof-of-Work แบบเดิม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นอยู่เบื้องหลังโดยไม่กระทบการใช้งาน Token บนเครือข่าย Ethereum แต่อย่างใด

โมเดล Proof-of-Stake จะมีเงื่อนไขให้การเข้าร่วมเครือข่าย Blockchain เพื่อทำงานตรวจสอบธุรกรรมด้วยชื่อเรียกใหม่ว่า Forge หรือ Mint แทนคำว่า Mine ที่ใช้กับระบบ PoW หรือ Proof-of-Work แบบเดิม… การจะเป็น “ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator” บนโครงข่าย Ethereum 2.0 นั้น จะต้องมีการลงทุนโดยการฝาก Ether ค้ำประกันสถานะผู้ตรวจสอบธุรกรรมก่อน โดยผู้ตรวจสอบธุรกรรมที่ระบบสุ่มให้ทำหน้าที่ยืนยันธุรกรรม ยังคงมีรายได้เช่นเดิม… เมื่อระบบเลือกให้เป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรม ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator จะต้องตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดที่อยู่ในบล็อก การตรวจสอบจะมีการวางเหรียญ ETH เพื่อค้ำประกันก่อนบันทึกธุรกรรมลง Blockchain… โดยการยืนยันธุรกรรมที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าถูกต้อง ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator ก็จะได้เหรียญค้ำประกันคืนพร้อมค่าตอบแทนการยืนยันธุรกรรม… แต่ถ้า Validator ยืนยันธุรกรรมโดยทุจริต ซึ่งการตรวจสอบย้อนกลับจากเครือข่ายพบว่าเป็นสำเนาการยืนยันธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง เหรียญ ETH ที่วางประกันการเป็นผู้ตรวจสอบก็จะถูกยึดไปทั้งหมด รวมทั้งมีการลงโทษถึงขั้นปิดแม่ข่ายผู้ตรวจสอบ หรือ Validator Pool ที่สังกัดไปด้วยก็เป็นได้ในบางรูปแบบของ PoS… อันนี้เป็นหลักการทั่วไปน๊ะครับ ในบทความนี้จะขอข้ามรายละเอียด Casper PoS หรือ Ethereum Casper Proof of Stake รวมทั้งรายละเอียดเรื่อง Open Pool/Close Pool ซึ่งเป็นรายละเอียดทางเทคนิค และอยู่นอกวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความตอนนี้ ซึ่งผมต้องการชี้ให้เห็นว่า

Proof of Stake Pool

การลงทุนด้วยการก่อตั้งหรือเข้าร่วม PoS Pool หรือ Proof of Stake Pool หรือการรวมกลุ่มหรือลงทุนเป็นแม่ข่ายทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator Pool ให้ธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum 2.0 ขึ้นไป ก็เหมือนการลงทุนก่อตั้ง Pool เพื่อขุดบิทคอยน์ ที่เกิดขึ้นเงียบๆ ในช่วงที่บิทคอยน์เกิดขึ้นใหม่ๆ ระหว่างปี 2009–2013 จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โตและสร้างเศรษฐีใหม่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่หลายคนยังเข้าใจว่า รัฐบาลจีนคงเข้มงวดกวดขันเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ ทั้งที่ Bitcoin PoW Pool ในประเทศจีนมีกำลังประมวณผลสูงถึง 65.08% ของทั้งโลกในช่วงกลางปี 2020 ทิ้งห่างอันดับสองที่เป็นสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนเพียง 7.24% เท่านั้น

Countries by hashrate consumption according to the Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index data.

การลงทุนก่อตั้ง Ethereum PoS Pool โดยส่วนตัวจึงเชื่อว่าอยู่ในช่วงที่น่าสนใจ โดยความเห็นจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ผมติดตามค้นคว้ารวบรวมต่างก็เชื่อมั่นว่า เครือข่าย Ethereum นับจากนี้ไปจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมทั้งความเร็วของธุรกรรม และค่าธรรมเนียม หรือค่า GAS ที่ลดลง พร้อมกับความสามารถในการประมวลผลแบบขนานจนการเพิ่มปริมาณงานในเครือข่ายไม่เป็นปัญหาคอขวดอีก… เครือข่าย Ethereum กับวิสัยทัศน์อินเตอร์เน็ตโลก ในยุค Blockchain Internet จึงเข้าใกล้เป้าหมายไปอีกขั้นที่น่าจะมีชื่อ Ethereum อยู่ในอนาคตต่อไป

Matt Cutler ในฐานะ CEO ของ Blocknative ให้ความเห็นไว้เช่นกันว่า เมื่อค่าธรรมเนียมหรือค่า GAS มีแนวโน้มลดลงหลังเปิดตัว Ethereum 2.0 ฐานลูกค้าของ Blocknative ต่างก็เชื่อมั่นว่าการลดค่า GAS ในการทำธุรกรรมและการเพิ่มปริมาณงานในเครือข่ายจากความสามารถในการประมวลผลแบบขนาน ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการก้าวไปข้างหน้า

สุดท้ายนี้… ผมยังพอมีข้อมูลมิติต่างๆ ในมือแบ่งปันท่านที่สนใจจริงจังพอสมควร ขอเป็นทักทางไลน์ส่วนตัวที่ ID: dr.thum ครับ!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Related Post

Trend 2020 : Generation Z

ในวารสารของ TCDC ฉบับ เจาะเทรนด์โลก 2020 ระบุให้ Generation Z มีอายุตั้งแต่ 4-24 ปีครับ… ก็อย่างที่ทราบ เรื่องตัวเลขอายุกับการกำหนด Generation ไม่ใช่เรื่องหลักที่ต้องกังวล… แต่ให้ดูพฤติกรรมการบริโภคเป็นสำคัญ

Construction Waste Recycle

ขยะก่อสร้างและรื้อถอน… กรณีศึกษาจากญี่ปุ่นและ WasteBasedBrick

ความจริงประเทศไทยก็มีแนวทางและกฏหมายจัดการขยะจากการก่อสร้างและรื้อถอนอยู่ เพียงแต่การบังคับใช้ไม่ได้เข้มงวดและอำนวยความสะดวกต่อผู้รับเหมาและเจ้าของอาคาร และส่วนใหญ่สัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างหรือรื้อถอนในประเทศไทย มักไม่มีการระบุค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะแยกให้เห็นในราคาจ้างเหมาที่ชัดเจน… และไม่มีการระบุรูปแบบการจัดการขยะก่อสร้างหรือรื้อถอนที่ชัดเจน

modular-bathroom.com

ผมเป็นคนชอบห้องน้ำสวยๆ… ที่จริงแล้วนิยามความสวยแบบผมอาจจะไม่เหมือนของท่านก็ได้ไม่เชิงว่าผมจะปิ๊งห้องน้ำที่ใช้วัสดุราคาแพงแต่ทุกครั้งที่เห็นห้องน้ำใช้สุขภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยมผมจะรู้สึกชื่นชมคนออกแบบและคนเลือกเสมอ

MAITRIA HOTEL SUKHUMVIT 18

Hospitel… โอกาสเป็นส่วนหนึ่งใน Health Tech Ecosystem

ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่รับนักท่องเที่ยวมารับวัคซีน และ รักษาโรคทางเดินหายใจ หรือ โรคอื่นๆ บนวิสัยทัศน์ Health Hub ท่ามกลางความหวั่นกลัวทั่วโลกครั้งนี้ได้แน่นอน ผมไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือความเห็นส่วนตัวฝ่ายเดียวมาบอกแบบนี้หรอกครับ หลายปีก่อนผมมีโอกาสได้ทำข้อมูลกับ Health Tech Startup มาก่อนและมีข้อมูลในมือชัดเจนหลายมิติยืนยันความเห็น… แต่คนไทยต้องดึงสติมาช่วยกันแก้ปัญหา และ ดึงศักยภาพมาเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสจริงๆ ไปด้วยกัน และเลิกดราม่าใส่กันแบบนักโต้วาทีก่อนอื่น… เรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เป็นรองใครในโลกเพียงพอ… เรามีโรงงานยา โรงงานวัคซีน และโรงงานผลิตวัสดุทางการแพทย์ในประเทศมากพอ และทุกอย่างจะเรียบร้อยโดยไม่ล่าช้าจนเกินไปแน่นอน