Elliott Wave Principle… ปฐมบท

elliott wave

Elliott Wave เป็นชื่อของเครื่องมือวิเคราะห์วงจรราคาหลักทรัพย์ ซึ่งคิดค้นโดย Ralph Nelson Elliott จากการศึกษา และ เฝ้าสังเกตจิตวิทยานักลงทุน เชื่อมโยงกับพฤติกรรมราคาที่ปรากฏให้เห็นบนกราฟราคาหลักทรัพย์ ซึ่งมีวงจรการขึ้นลงสลับกันไปเป็นรูปคลื่น บนแนวโน้มทิศทางตามจิตวิทยาตลาดทั้งทิศทางขาขึ้น หรือ Bullish Trend และ ทิศทางขาลง หรือ Bearish Trend

นั่นแปลว่า… Elliott Wave เป็นรูปแบบของกราฟราคาที่ปรากฏให้เห็นอยู่ภายในแนวโน้มหลัก ซึ่งขาขึ้น หรือ Bullish Trend ก็จะมีรูปแบบของ “คลื่นราคาชี้นำแนวโน้มขาขึ้น” อย่างชัดเจน และ คลื่นราคาขาลง หรือ Bearish Trend ก็จะมีรูปแบบเฉพาะของ “คลื่นราคาชี้นำแนวโน้มขาลง” อย่างชัดเจนรวมทั้งการระบุการสิ้นสุดของคลื่นแต่ละลูก เพื่อเริ่มคลื่นลูกใหม่ด้วย

Ralph Nelson Elliott

 Ralph Nelson Elliott หรือ R.N. Elliott คิดค้นและเผยแพร่ Elliott Wave Principle ในปี 1930 หลังจากต้องยอมเกษียณจากอาชีพนักบัญชีในวัย 59 ปี เพราะปัญหาสุขภาพ และ เริ่มต้นศึกษาสถิติราคาหลักทรัพย์ย้อนหลังไป 75 ปี โดยแตก Timeframe ออกมาดูทั้งรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน รายชั่วโมง และ รายสามสิบนาที ของสินทรัพย์ในตลาดทุนอย่างหลากหลาย… ในยุคที่แม้แต่คำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ไม่เคยมีใครได้ยินด้วยซ้ำ

Elliott Wave Theory ดังกระฉ่อนในปี 1935 จากการคาดการณ์ราคาสินทรัพย์ หรือ ราคาหุ้นได้อย่างแม่นยำจนน่าขนลุก บรรดาผู้จัดการกองทุน และ นักเทรดนับพันจึงแห่แหนมาขอใช้เครื่องมือวิเคราะห์ของ R. N. Elliott อย่างล้นหลาม

Ralph Nelson Elliott หรือ R.N. Elliott จากไปในวันที่ 15 มกราคม ปี 1948… โดยมีผู้สืบทอดผลงานทั้งหนังสือ บทความ และ จดหมายของ R.N. Elliott ทั้งหมด รวบรวมเล่มไว้ภายใต้ชื่อ Wave Principle โดย Charles Collins และ เผยแพร่เทคนิค Elliott Wave Theory ในตลาด Wall Street จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคระดับเดียวกับเครื่องมือของ Charles Dow เจ้าของ Dow Theory อันลือลั่น

Elliott Wave Theory ถูกชำระใหม่ในระหว่างปี 1950 – 1960 โดย Charles Collins… Hamilton Bolton… A.J. Frost และ Richard Russell แต่หลักการและแนวทางก็ยังไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุน และ ตลาดหุ้น และ หลักทรัพย์เกิดใหม่มากมายที่ผุดขึ้นหลังสงครามโลกสงบลง และ ทั่วโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็นเท่าไหร่… กระทั่ง Robert Prechter นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก Merrill Lynch ผู้เอาแนวคิดและหลักการ Elliott Wave มาปรับปรุงอีกครั้งจนกลายเป็นนักวิเคราะห์ชื่อดังจากความแม่นยำในการทำนายราคาด้วย Prechter’s Elliott Wave จนทำให้ Robert Prechter มีลูกค้าในมือระหว่างปี 1987–1990 กว่าสองหมื่นบัญชีให้ดูแล

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ… ธรรมชาติของคลื่นราคาที่ R. N. Elliott ค้นพบนั้น จนถึงปัจจุบันยังเป็นจริง และ ยืนยันผ่านการใช้วิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ทุกประเภท โดยไม่เว้นแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลที่ Elliott Wave ทำนายแนวโน้มได้อย่างถูกต้องแม่นยำอยู่ แม้ในบางรายละเอียดจะเป็นหลักการที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมในภายหลังก็ตาม… แต่นั่นก็เพื่อให้ Elliott Wave ทันสมัยพอที่จะตามความเคลื่อนไหวของราคาได้แม่นยำอยู่ 

ผมกำลังพูดถึงโครงสร้างคลื่นราคาตาม “ทฤษฎีคลื่น 5-3” ของ Elliott Wave ที่ยังคงใช้ได้ดีไม่มีผิดเพี้ยน และ วนเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันเป็นรูปแบบฐานของ Elliott Wave Cycle ที่กำหนดไว้บนคลื่น Motive Wave หรือ คลื่นตามแนวโน้ม ทั้งหมด 5 คลื่น และ Corrective Wave หรือ คลื่นทวนแนวโน้ม อีก 3 คลื่น โดย…

แนวโน้มขาขึ้น หรือ Bullish Cycle… จะมี Motive Wave หรือ คลื่นตามแนวโน้ม ยกตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 5 คลื่น โดยนับเป็นตัวเลข ก่อนจะย่อตัวลงเป็น Corrective Wave หรือ คลื่นทวนแนวโน้ม ทั้งหมด 3 คลื่น โดยนับเป็นตัวอักษร ก่อนจะกลับตัวเป็นขาขึ้นต่อจนเห็นการเริ่มต้น Motive Wave ยกตัวสูงขึ้นรอบใหม่

Elliott Wave Complete

แนวโน้มขาลง หรือ Bearish Cycle… จะมี Motive Wave หรือ คลื่นตามแนวโน้ม ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 5 คลื่น โดยนับเป็นตัวเลข แล้วจะเห็นราคากลับตัวเป็น Corrective Wave หรือ คลื่นทวนแนวโน้มกลับตัวสูงขึ้นทั้งหมด 3 คลื่น โดยนับเป็นตัวอักษร แล้วจึงก่อตัวเป็น Motive Wave ขาลงให้เห็นใหม่

ประเด็นก็คือ… ในโลกความจริงของการดูกราฟราคาไม่มีใครมองเห็น Elliott Wave ชัดเจนเหมือนในหลักการกันหรอกครับ และ โดยรายละเอียดของ “การนับคลื่น” ก็ยังต้องนับซ้อนกันหลายชั้น เพื่อมองให้เห็นภาพใหญ่ให้ชัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ถูกรบกวนจากคลื่นเล็กคลื่นน้อยที่เกิดอยู่ในคลื่นใหญ่ ซึ่งมีรายละเอียดที่จะต้องทำความเข้าใจ และ ฝึกฝนการอ่าน “ทรงคลื่น” ให้มากจนแยกแยะรูปแบบได้

ตอนหน้ามาเจาะดูความซับซ้อนของคลื่นกันต่อครับ… โปรดติดตาม

บทความในชุด Elliott Wave Principle…

  1. Elliott Wave Principle… ปฐมบท
  2. Labeling Elliott Wave Patterns… การติดป้ายและนับคลื่นราคา
  3. Elliott Motive Waves And Corrective Waves…
  4. Motive Impulse Wave And Motive Diagonal Wave
  5. Corrective Sharp Correction และ Corrective Sideways Correction

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

โมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.0 กับ Omni Channel

ช่วงนี้ผมมี DM เข้ามาทาง Line และ Facebook Inbox จากเพื่อนพ้องสองสามท่าน ถามถึงการใช้เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต เพื่อทำธุรกิจในยุค 4.0 บ้าง 5.0 บ้าง.. ซึ่งผมจะตอบกลับข้อความทุกท่านให้ไปศึกษาเรื่อง Omni channel เป็นหลัก… และวันนี้ผมจะขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจแนวคิดการวางแผนธุรกิจในยุคที่… การทำการตลาดแบบเวี่ยงแหในมหาสมุทรข้อมูลอย่างปัจจุบันและในอนาคต… ท่านอาจจะไม่ได้ปลาซักตัวติดแหกลับฝั่งเลยก็ได้!

Digital Twin Construction

Digital Construction… ขอบเขตและแนวทาง

แนวทางการปรับตัว และ ยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมได้เดินหน้าเป็น Digital Driven กันหมด… คำถามสำคัญที่ท้าทายอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะ Construction SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีศักยภาพในระดับ “พร้อมลงทุน” กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งแม้แต่ผู้รับเหมารายกลาง หรือ รายใหญ่ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “เงินลงทุน” มากนัก… แต่เกือบทั้งหมดกลับเจอปัญหา “ทักษะ และ ทรัพยากรมนุษย์” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนกับเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่

Chatbots เครื่องมือทางการตลาดที่คนอสังหา… ไม่ควรมองข้าม

Chatbots เป็นซอฟท์แวร์สนทนาที่มีพัฒนาการมายาวนาน Chatbot เป็นความพยายามหนึ่งที่เกิดมาพร้อม Artificial intelligence หรือ AI ด้วยฝันที่จะมีเครื่องจักรที่สามารถพูดคุยสนทนากับมนุษย์ได้นั่นเอง เพราะการสื่อสารด้วยการสนทนา ไม่ว่าจะใช้ข้อความสนทนา หรือพูดคุยสนทนา นั่นคือช่องทางการสื่อสารที่ดีที่สุดอยู่เสมอไปอีกนาน ปัจจุบัน วิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาการระดับ AI ทำให้ Chatbot ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่า ไม่มีใครไม่รู้จัก Siri หรือ GA

sme loans

3 สินเชื่อสู้โควิดจาก SME D Bank

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในประเทศที่ยังขยายตัวในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อ SMEs เป็นจำนวนมาก ทั้งปัญหายอดขายและรายได้ลดลง SME D Bank ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐเพื่อ SMEs ไทย จึงออกมาตรการทางการเงินเสริม ด้วยแพคเกจสินเชื่อ “เติมทุน SMEs มีสุข ยิ้มได้” วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ภายใต้ 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ได้แก่ SMEs D เติมทุน… SMEs มีสุข และ SMEs ยิ้มได้… ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้มีวงเงินเพิ่มขึ้น นำไปใช้เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงิน