Properea

แค่หยุดอยู่กับที่ ก็เป็นผู้ล้าหลัง ~ เทียม โชควัฒนา

Thiam Chokwatana

ปี พ.ศ. 2485 ร้านเฮียบเซ่งเชียง ในตรอกอาเนียเก็ง ถนนทรงวาด เป็นกิจการค้าเล็กๆ ขายของเบ็ดเตล็ดสารพัดชนิด… มีอะไรให้ขาย เฮียบเซ่งเชียงขายทั้งนั้นโดยมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ส่งผลให้กิจการมีความเจริญก้าวหน้าเติบโตขึ้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ในวันที 30 ธันวาคม พ.ศ. 2495… 

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด… ได้สร้างโรงงานด้วยการร่วมทุนกับบริษัท ไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก และ สร้างโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าขึ้นด้วย

ความสำเร็จของผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ทำให้บริษัทสหพัฒนพิบูล เริ่มขยายโรงงานไปที่ศรีราชา และยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัท มหาชน จำกัด ในปี พ.ศ. 2537 และยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)… เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกช่องทางการขายและเครือข่ายกว้างขวางที่สุดในประเทศ รับผิดชอบในการกระจายสินค้ากว่า 600 รายการ ภายใต้ 90 แบรนด์สู่ครอบครัวคนไทย… และยังลงทุนมากมายในกิจการต่างๆ จนกลายเป็นเฟืองตัวใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ขยับเข้าใกล้บริษัทอายุ 100 ปีไปทุกวัน

ร้านเฮียบเซ่งเชียง ในตรอกอาเนียเก็ง ถนนทรงวาด… ก่อตั้งโดย เฮงเทียม แซ่ลี้… เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวน 8 คน ของ นายฮกเปี้ยว แซ่ลี้ ชาวจีนโพ้นทะเลจากตำบลเตี๋ยชู้เลี้ยง อำเภอโผวเล้ง มณฑลแต้จิ๋ว กับ นางสอน แซ่ลี้ สาวไทยเชื้อสายจีนที่เกิดในเมืองไทย

เฮงเทียม แซ่ลี้ หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยอย่างดีคือ ดร. เทียม โชควัฒนา!

ปี พ.ศ. 2528 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจ ให้นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอีกคนหนึ่งของเมืองไทยอย่าง เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา และผู้คนก็เต็มใจยกย่องยินดีจะขานนามท่านว่า ดร. เทียม โชควัฒนา แต่นั้นเป็นต้นมา

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2459… เฮงเทียม แซ่ลี้ หรือ เทียม โชควัฒนา ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ในตรอกเต็งลั้งโกย ย่านจักรวรรดิ หรือ ที่ปัจจุบันเรียกว่า ย่านสำเพ็งนั่นเอง 

สมัยเด็ก เฮงเทียม แซ่ลี้ ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป จนปี พ.ศ. 2474 จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยงานครอบครัว ขณะนั้นเฮงเทียมอายุ 15 ปี… งานแรกคือจับกังแบกหาม และ รับใช้ทั่วไป จนถึงพนักงานติดต่อซื้อขาย ดูบัญชี รายรับ รายจ่ายของร้าน… แลกเงินเดือนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 6 บาท

ปี พ.ศ. 2484… ฮกเปี้ยว แซ่ลี้ บิดาของเฮงเทียมแยกกิจการมาเปิดร้านขายของชำของตัวเอง โดยมีสินค้าหลากหลาย ทั้ง นม น้ำตาล แป้งหมี่ น้ำมัน โดยมีเฮงเทียมเป็นผู้ประสานงานการซื้อขาย… ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นบุกไทย… เฮงเทียม หรือ เทียม โชควัฒนา มองว่า… เหตุการณ์นี้จะทำให้สินค้าขาดตลาด… เทียมจึงไปขอซื้อกาแฟ 3,000 กระสอบในราคากระสอบละ 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาดช่วงนั้นกระสอบละ 85 บาทเท่านั้น… ทำให้ทุกคนมองว่าเขาบ้าที่ไปซื้อของแพง!

แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นอย่างที่ เทียม โชควัฒนา ทำนายไว้ทุกอย่าง… เพราะสงครามทำให้ท่าเรือถูกปิดจนกาแฟขาดตลาด และจนสามารถขายกาแฟได้ถึงกระสอบละ 300 บาท… ทำกำไรให้ธุรกิจครอบครัวอย่างมาก

ต่อมา… เทียม โชควัฒนา ได้เสนอไอเดียการค้ากับบิดา จากการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินค้าในร้านที่มีน้ำหนักมากแต่กำไรน้อยอย่างน้ำตาล ซึ่งน้ำตาล 1 กระสอบหนัก 100 กิโลกรัม แต่ขายได้กำไรแค่ 20 สตางค์… ไอเดียคือ หาสินค้าน้ำหนักเบา เช่น เสื้อกล้ามที่หิ้วได้ข้างละ 10 โหล แต่ได้กำไรต่อหน่วยสูงถึง 1.50 บาทมาขายแทนดีกว่า

แต่เถ้าแก่ฮกเปี้ยว ผู้พ่อ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้… เฮงเทียม หรือ เทียม โชควัฒนาจึงขอออกมาตั้งกิจการของตนเองชื่อ เฮียบ เซ่ง เซียง ด้วยเงินทุน 10,000 บาท… และเติบโตยิ่งใหญ่อย่างเกริ่นไปในตอนต้น

ปี พ.ศ. 2506… นายห้างเทียม โชควัฒนา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย… ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ปี พ.ศ. 2521… ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก พ.ศ. 2522… ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ตริตาภรณ์ช้างเผือก พ.ศ. 2524…ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย พ.ศ. 2525… ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ตริตาภรณ์รัตนมิ่งมงคล และยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลญี่ปุ่น คุนซันโตอุ-ซุยโฮโชอุ ในปี พ.ศ. 2528

เอกสารเผยแพร่จาก ICC International ผ่านเวบไซต์ icc.co.th ชื่อ ภูมิปัญญานายห้าง หรือ Dr.Thiam Chokwatana’s Philosophy… คัดลอกข้อความจากหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานดินฝังศพ นายเทียม โชควัฒนา หน้า 73… ซึ่งเจ้าสัวใหญ่เครือสหพัฒนพิบูล จากไปในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ความว่า

เป็นร่มเงาให้ประโยชน์สุข

คนเราเกิดเป็นคนต้องใจบุญ ใส่ใจกับการทำกุศลอยู่เสมอ การสร้างบุญกุศลนั้นอย่าได้นึกเสียดาย เพราะนั่นคือการสะสมผลกุศลบุญไว้ให้ลูกหลานในวันข้างหน้า พ่อแม่ที่ทำบุญไว้มากๆ ต่อไปลูกหลานจะมีความสุขความสำเร็จก้าวหน้า 

คนใจบุญย่อมมีความเมตตา และพร้อมที่จะเจือจานประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ถ้าคนเราปลูกต้นไม้แล้วเก็บผลสุกงอมไว้คนเดียว คนอื่นๆ ไหนเล่าเขาจะรู้ถึงความหอมหวานของผลไม้ที่สุกงอมนั้น

การทำบุญกุศลนั้นเมื่อเราทำกิจการงานของบริษัทก็จะเจริญเติบโตก้าวหน้า แตกแขนงออกไปหลายสาขา ลูกๆ หลานๆ ญาติๆ และพนักงานของบริษัท ก็จะสุขสบาย 

การแตกแขนงแผ่กิ่งก้านสาขาของบริษัทจะเกิดขึ้นได้ เราต้องศึกษาลูกหลาน คนไหนมีประสบการณ์มีความสามารถก็คอยสนับสนุนให้เขาแตกกิ่งก้านสาขาต่างๆ ออกไป ผู้บริหารที่เป็นพนักงานของบริษัทคนใดมีความซื่อสัตย์ มีความสามารถก็ต้องสนับสนุนเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สร้างฐานะตำแหน่งตามความถนัด ตามความสามารถที่มีอยู่ คนที่สนับสนุนลูกๆ หลานๆ และพนักงานของบริษัทที่มีพื้นฐานความรู้ที่ดี มีหัวคิดดีปกครองคนเป็น ให้เจริญเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นการทำให้ต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งของเรามีประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากต้นไม้ใหญ่ที่เราสร้างไว้จะให้โอกาสแก่ลูกหลานและญาติๆ ตลอดจนพนักงานของบริษัทแล้ว สังคมก็มีส่วนช่วยทำให้ต้นไม้ใหญ่ของเราเจริญเติบโตงอกงามด้วยเหมือนกัน ดังนั้น พวกเขาก็ควรจะได้ชิมความหอมหวานของดอกผลจากต้นไม้ใหญ่นั้นด้วย

บริษัทที่เจริญแล้วควรรู้จักทำบุญกุศล เสริมสร้างสังคม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา การกีฬา การสาธารณสุข การช่วยบรรเทาสาธารณภัย และสร้างเสริมสวัสดิภาพอื่นๆ ให้แก่ประชาชน ไม่มีพ่อค้าคนใดจะร่ำรวยขึ้นมาได้หากประชาชนที่เป็นลูกค้าของเขายังคงมีความยากไร้อยู่ เพราะฉะนั้นพ่อค้าที่ดีต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่การทำนุบำรุงสังคมด้วยการบำเพ็ญสาธารณกุศลอยู่เสมอ

ผมอ่านข้อความในหน้านี้หลายรอบ… และ อ่านเลยไปถึงข้อความท้ายกระดาษ หรือ Footnote ที่เขียนไว้ว่า นักธุรกิจต้องเป็นคนของวันพรุ่งนี้ ทันสมัย ทันโลกไม่หยุดนิ่ง… 

หลายท่านคงทราบว่า ผมสะสมคำคมของบุคคลต่างๆ ไว้มากมาย และในบรรดาคำคมที่เป็นภาษาไทย… ดูเหมือนของ ดร. เทียม โชควัฒนา จะมีมากที่สุดในคลังคำคมส่วนตัว เพราะผมเก็บหนังสือเกี่ยวกับท่านไว้เกือบทุกเล่ม… เมื่อผมอ่าน Footnote ข้อความนั้น… ใจผมจึงคิดถึงคำคมอีกบทหนึ่งของเจ้าสัวเทียมไปด้วย เพราะยกคำท่านมาใช่บ่อย… 

แค่หยุดอยู่กับที่ ก็เป็นผู้ล้าหลัง ~ เทียม โชควัฒนา

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email