Properea

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และหนังสือพิมพ์ประชาชาชาติธุรกิจ ร่วมกันจัดงาน งานสัมมนา “เชียงใหม่ 2019 Smart Economy Smart City ก้าวใหม่สู่อนาคตที่มั่นคง” ขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่

ไฮไลท์อยู่ที่ “คุณชัยวัฒน์ ทองคำคูณ” ปลัดกระทรวงคมนาคม มาเป็นวิทยากรในการฉายภาพทิศทาง และนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาหัวเมืองหลักของพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเตรียมผลักดันโครงการระบบขนส่งมวลชน เพื่อตอบรับการเติบโตของจังหวัดเชียงใหม่

โดย คุณชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ทำแผนแม่บทขนส่งสาธารณะในจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นมา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว แบ่งเป็น 3 สาย

  1. สายสีแดง 12 สถานี ระยะทาง 12.54 กม. 
  2. สายสีน้ำเงิน 13 สถานี ระยะทาง 10.47 กม. 
  3. สายสีเขียว 10 สถานี ระยะทาง 11.92 กม. 

รวม 35 สถานี รวมระยะทาง 34.93 กม.

นอกจากนี้ยังมีระบบฟีดเดอร์ แบ่งเป็นฟีดเดอร์ระบบรอง 7 เส้นทาง ระยะทาง 89 กม. และฟีดเดอร์ระบบเสริมอีก 7 เส้นทาง ระยะทาง 85 กม. โดยมีวงเงินในการจัดทำระบบหลักทั้ง 3 เส้น อยู่ที่ 80,320 ล้านบาท และระบบฟีดเดอร์ 6,336 ล้านบาท “ปัจจุบันกำลังออกแบบเส้นทางสายสีแดง คาดว่าน่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2563 และปี 2567 จะก่อสร้างเสร็จสิ้นพร้อมให้บริการ ซึ่งชาวเชียงใหม่มีข้อเรียกร้องให้ทำเป็นรถไฟใต้ดิน เนื่องจากหากเป็นรถไฟลอยฟ้าอาจจะบดบังทิวทัศน์ของเมืองเก่า ซึ่งการลงไปใต้ดินจะทำให้ราคาแพงขึ้น 3 เท่า”

ขยายโครงข่ายบัตรแมงมุม

ชัยวัฒน์ยังกล่าวอีกว่า อนาคตบัตรแมงมุงจาก กทม.จะสามารถใช้ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้อีกด้วย เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย และให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต จากเดิมคิดว่าจะไปสายไหนต่อสายไหน เป็นการเดินทางออกนอกบ้านด้วยขนส่งสาธารณะ หรือรถส่วนตัว โดยหากรถไฟฟ้าเสร็จจำเป็นต้องมีระบบก้างปลามาสนับสนุน ผ่านการเป็นฟีดเดอร์ ซึ่งจะดึงขนส่งสาธารณะแบบเดิม เช่น รถแดง เข้ามาร่วมในการพัฒนาส่วนนี้ด้วย

โดยขณะนี้การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในขั้นตอนการทำแผนแม่บทระยะที่ 2 คาดว่าอีก 5 ปีจึงจะเสร็จสิ้น ซึ่งจะต้องคิดว่าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะรอบรัศมี 2 กม.ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ หากประเมินสภาพการสัญจรเทียบเคียงกับในกรุงเทพฯ แบ่งเป็น กลุ่ม A คือ MRT BTS และ ARL กลุ่ม B คือ BRT และคนกลุ่ม C คือ รถประจำทาง เช่น แท็กซี่ สองแถวแล้วนั้น พบว่าในจังหวัดเชียงใหม่จะเน้นหลักในกลุ่ม C เพราะปริมาณผู้โดยสารไม่มากนัก โดยแผนที่จะจัดทำจะอยู่ในระดับกลุ่ม B แต่ไปไม่ถึงกลุ่ม A

หนุนปรับผังเมืองสู่ TOD

ชัยวัฒน์ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ด้านการพัฒนาพื้นที่ เมื่อมีรถไฟฟ้าแล้วจำเป็นต้องมีสถานีที่นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในแต่ละจุด เหมือนต้นแบบของพื้นที่พัฒนารอบสถานี หรือ TOD ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างเอกชน กับรัฐบาลกลาง รวมถึงประชาชนที่ยอมเสียพื้นที่และย้ายไปอยู่พื้นที่อื่น หลังจากการปรับผังเมืองในการใช้พื้นที่ ภายใต้ข้อแลกเปลี่ยนบางประการ

ทั้งนี้ ในประเทศไทยคงเป็นไปได้ยาก แต่ตนอยากเห็นความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ โดยทางกระทรวงคมนาคมมีแนวทางจัดทำ TOD เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองในจังหวัดเชียงใหม่แบ่งพื้นที่เป็น 9 จุดได้แก่

  1. สถานีศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ (ศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้า) 
  2. สถานีตลาดมีโชค (ธุรกิจ ศูนย์กลางเมืองใหม่) 
  3. สถานีขนส่งอาเขต (ธุรกิจ ศูนย์กลางเมืองใหม่) 
  4. สถานีไร่ฟอร์ด (การศึกษา) 
  5. สถานีขนส่งช้างเผือก (การอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า)
  6. สถานีไนท์บาซาร์ (ธุรกิจ และการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า) 
  7. สถานีรถไฟ (ธุรกิจ ศูนย์กลางเมืองใหม่) 
  8. สถานีท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ธุรกิจ ศูนย์กลางเมืองใหม่) 
  9. สถานีศรีบัวเงินพัฒนา (ที่พักอาศัยชานเมือง) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของท้องถิ่นและภาคประชาชนถึงจะพัฒนาพื้นที่ได้

พัฒนาสู่คมนาคมระบบราง

นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังกล่าวอีกว่า กรอบยุทธศาสตร์แผนการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งชาติต้องเปลี่ยน เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วขึ้น แต่คมนาคมไทย 20 ปีที่ผ่านมาติดกับดักจราจรติดขัด จึงมุ่งเน้นแต่การสร้างถนน โดยจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น กระทรวงคมนาคมนำมาย่อยเขียนเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (2560-2579) มีโครงการมาก ใช้เงินมหาศาล จึงมีการแบ่งออกมาเป็นแผน 8 ปี ทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย (2558-2565) มี 111 โครงการรถไฟใน กทม. ภูมิภาค รวมถึงท่าเรือที่ทยอยตามมา

คุณชัยวัฒน์ ยังกล่าวว่า “ต่อไปองค์กรด้านคมนาคมจะปรับวิธีคิด ไม่ทำถนนเยอะ แต่เราจะทำระบบราง ด้วยการเพิ่มรถไฟรางคู่ 3,150 กม. 5.5 แสนล้านบาท (2558-2565) เพิ่มเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 2,506 กม. 1.6 ล้านล้านบาท (2560-2579) เพื่อทำการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเมืองหลัก เป็นการเปลี่ยนโฉมขนส่งของไทยเป็นโครงข่ายเชื่อมการพัฒนา”

เอาหล่ะครับ… นั่นคือข่าวสารที่ผมสำเนามาจาก prachachat.net ครับ!

ส่วนที่ผมจะเสริมคือ คนเชียงใหม่ระดับแกนนำรวมทั้งนักวิชาการในเชียงใหม่ นำโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่างช่วยกันขับเคลื่อน เชียงใหม่ Smart City อย่างเอาจริงเอาจัง ในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฝั่งสวนสักเองเท่าที่ผมทราบ… โครงการวิจัยภายใต้ร่ม Smart City มีหลายสิบโครงการเลยครับและหลายโครงการพร้อมที่จะ Scale สู่ชุมชนนครเชียงใหม่อย่างแน่นอนครับ!