เสนอเงินกู้หนึ่งล้านล้านบาท และ หลุมรายได้ประเทศไทย

Income Hole

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี 2021… ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดงาน “ผู้ว่าฯ ธปท. พบสื่อมวลชน” เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบของโควิด และ มุมมองทางเศรษฐกิจในอนาคต… ซึ่ง ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 24 มีข้อมูลและข้อเสนอหลายอย่างที่น่าสนใจมาบอกเล่ากับคนไทยผ่านผู้สื่อข่าวที่ได้รับเชิญในวันนั้น…

ประเด็นแรก… 

ว่าด้วยข้อมูลภาพรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ… ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ขณะนี้ ธปท. มองเห็น 4 อาการของเศรษฐกิจไทยที่เป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิด ได้แก่

อาการแรก… โควิดสร้าง ‘หลุมรายได้’ ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 คาดว่ารายได้จากการจ้างงานจะหายไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท… จากนายจ้างและอาชีพอิสระ 1.1 ล้านล้านบาท และ ลูกจ้าง 7.0 แสนล้านบาท… และเมื่อมองไปข้างหน้า การจ้างงานคงฟื้นตัวไม่เร็วและรายได้จากการจ้างงานในปี 2565 คาดว่าจะหายไปอีกราว 8.0 แสนล้านบาท ซึ่งหมายถึงในปี พ.ศ. 2563-2565 ‘หลุมรายได้’ อาจมีขนาดถึง 2.6 ล้านล้านบาท

อาการที่สอง… การจ้างงานถูกกระทบรุนแรง โดยเฉพาะกิจการในภาคบริการและกิจการที่มีสายป่านสั้น โดยข้อมูลการจ้างงานในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้สะท้อนความเปราะบางสูง ได้แก่

  • ผู้ว่างงาน/เสมือนว่างงาน หรือ ผู้มีงานทำไม่ถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน อยู่ที่ 3.0 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านคน ณ สิ้นปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนโควิดกว่า 1 ล้านคน
  • ผู้ว่างงานระยะยาว หรือ ว่างงานเกิน 1 ปี ที่มีจำนวน 1.7 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนโควิดถึงกว่า 3 เท่าตัว
  • ตัวเลขผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน อยู่ที่ 2.9 แสนคน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดถึง 8.5 หมื่นคน
  • แรงงานย้ายถิ่นกลับภูมิลำเนา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากภาคบริการและอุตสาหกรรมในเมืองกลับไปยังภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำกว่า ล่าสุดอยู่ที่ 1.6 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อปีในช่วงก่อนโควิดที่ 5 แสนคนมาก

อาการที่สาม… การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่เท่าเทียม หรือ ฟื้นตัวแบบ K-Shape แม้จะมีภาคการผลิตเพื่อส่งออกที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดแล้วถึงเกือบ 20% จากเศรษฐกิจคู่ค้าที่สถานการณ์เบากว่าไทย แต่ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกนี้จ้างงานเพียง 8% ทำให้ผู้ได้ประโยชน์มีน้อย เทียบกับแรงงานในภาคบริการที่มีสูงถึง 52% ที่ส่วนใหญ่ยังเดือดร้อน โดยรวมจึงยังทำให้ความเป็นอยู่ของครัวเรือนยังเปราะบาง

อาการที่สี่… ไทยถูกกระทบจากโควิดหนักกว่า และ จะฟื้นช้ากว่าประเทศในภูมิภาค เนี่องจากไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย คือ 11.5% ของ GDP… ทำให้ทั้งปี 2563 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 6.1% เทียบกับ 4.9% ที่เป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลา 3 ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่เอเชียโดยรวมใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ GDP ของไทยยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด 4.6% ขณะที่เอเชียโดยรวมฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดแล้ว

ประเด็นที่สอง…

เรื่องมาตรการหรือแนวทางแก้ปัญหาที่จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า ปัญหาของวิกฤตครั้งนี้มาจาก 3 ด้าน คือ

  1. ปัญหาด้านสาธารณสุขที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต
  2. ปัญหาด้านรายได้ที่เป็นปัญหาหลักและจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างหากไม่ได้รับการเยียวยาที่ทันการณ์
  3. ปัญหาภาระหนี้ซึ่งเป็นผลพวงของรายได้ที่หายไป 

ซึ่ง ‘หัวใจ’ ในการแก้ไขทั้ง 3 ปัญหาคือ การแก้ไขตามอาการ

ด้านแรก… โควิดเป็นวิกฤตที่เริ่มต้นจากระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหา ‘ตามอาการ’ จึงต้องอาศัยเครื่องมือด้านสาธารณสุขที่สำคัญคือ วัคซีนและมาตรการควบคุมการระบาด โดยวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เป็นเครื่องมือหลักที่จะทำให้การระบาดหยุดลงยั่งยืน ระหว่างนี้ประชาชนจึงควรต้องได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างเพียงพอและการกระจายฉีดอย่างเหมาะสม เพื่อลดอัตราการตายและติดเชื้อ และให้กำลังการตรวจหาโรคมีเพียงพอ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและช่วยให้บริหารจัดการการระบาดได้ดีขึ้น ลดโอกาสการล็อกดาวน์หรือจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจ รายได้จึงจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ด้านที่สอง… ในระหว่างที่สังคมไทยรอการเกิดภูมิคุ้มกันที่มากพอจากการฉีดวัคซีน ภาครัฐควรมีบทบาทในการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจและครัวเรือน และ ดูแล ‘หลุมรายได้’ ที่คาดว่าจะใหญ่ถึง 1.8 ล้านล้านบาท ตลอดปี พ.ศ. 2563-2564 โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน อีกทั้งการใช้จ่ายของประชาชนยังจะหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจต่างๆ ให้ดำเนินต่อไป รักษาการจ้างงานไว้ได้ และไม่ต้องมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว

การใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจและช่วยกลบหลุมรายได้และหลุมการจ้างงานให้ตื้นขึ้นได้… เนื่องจากการส่งออกแม้จะเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว โดยในปีนี้มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 17.7% จากปีก่อนหน้า แต่เมื่อหักการนำเข้าสินค้าที่ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกแล้ว สุทธิจะช่วย GDP ได้เพียง 0.5% ซึ่งยังไม่สามารถชดเชยหรือเติมเต็ม ‘หลุมรายได้’ ที่หายไปได้

ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะยังทำกำไรได้ต่อเนื่อง แต่ยังไม่จ้างงานเพิ่ม โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์กลับมาสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว แต่งบลงทุนยังหดตัวจากช่วงก่อนโควิดอยู่ถึง 49% และ การจ้างงานของธุรกิจขนาดใหญ่ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 4.7% และแม้บริษัทเอกชนจะลงทุนเพิ่มขึ้นก็ยังไม่น่าจะเพียงพอ เพราะสัดส่วนของการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ราว 18% ของ GDP และที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ซึ่งการลงทุนจะต้องนำเข้าเครื่องจักรพอควร ดังนั้นถ้าธุรกิจใหญ่ลงทุนมากขึ้น อาทิ 1 แสนล้าน จะช่วยให้ GDP เติบโตได้เพียง 0.2-0.3%

เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจาก ‘หลุมรายได้’ ที่ทั้งใหญ่และลึก รวมทั้งสถานการณ์ที่จะยาวนาน การใช้จ่ายของภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มอีกมาก และ Front-Load ให้ได้มากที่สุด เพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงานและเพิ่มรายได้ รวมถึงการใช้วงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ที่อาจเร่งนำมาใช้เยียวยากลุ่มเปราะบางให้ตรงจุดและทันการณ์ และออกมาตรการเพื่อรักษาการจ้างงานและสร้างรายได้โดยเร็ว

นอกจากนี้จะต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับมาตรการทางการคลังที่ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ มี ‘ Multiplier หรือ ตัวคูณ’ สูง อาทิ มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย หรือ Co-Pay)เช่น มาตรการคนละครึ่งและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ โดยมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้มากมักเป็นการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะมีผลเพิ่มเติมจากการเพิ่มสภาพคล่องของธุรกิจและการจ้างงาน ขณะที่มาตรการให้เงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจะมีความจำเป็นในระยะสั้น

ด้วยขนาดของหลุมรายได้ที่จะหายไปประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันคงไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลังเพื่อช่วยให้รายได้ และ ฐานะทางการเงินของประชาชน และ SMEs กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด… ลดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด ซึ่งในเบื้องต้นเม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP

การกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐจะช่วยให้ GDP กลับมาโตใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น และจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะยาวปรับลดลงได้เร็วกว่ากรณีที่รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพิ่ม โดยในกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 70% ของ GDP ในปี 2567 และจะลดลงได้ค่อนข้างเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากฐานภาษีจะไม่ได้ลดลงจากแผลเป็นของเศรษฐกิจมากนักเมื่อเทียบกับกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม พบว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในอีก 10 ปีข้างหน้า (ปี 2574) จะต่ำกว่ากรณีที่รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 5%

อย่างไรก็ดี… เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ และ เพิ่ม Room ของการทำนโยบายไว้รองรับภาระทางการคลังและความเสี่ยงในอนาคต รัฐบาลต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดในระยะปานกลาง เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP กลับลงมาในระยะข้างหน้า อาทิ… การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีผ่านการขยายฐานภาษีและการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ พร้อมทั้งปรับอัตราภาษีบางประเภทให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศหลังการแพร่ระบาดของโควิด สำหรับการใช้จ่าย มาตรการเงินโอนควรต้อง ‘ตรงจุด’ และ ควรกำหนดเงื่อนไขของการได้รับเงินโอน หรือ Conditional Transfer พร้อมทั้งควบคุมรายจ่ายประจำและเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุน

ประเด็นที่สาม…

เรื่องมาตรการช่วยเหลือของ ธปท. ที่ผ่านมาและที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม… ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า… ที่ผ่านมา ธปท. มีการดำเนินการหลายมิติ ครอบคลุมลูกหนี้ที่หลากหลาย และมีการปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

โครงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้เน้นบรรเทาภาระหนี้ในระยะยาว ลดภาระดอกเบี้ย และ มีทางเลือกในการปิดหนี้ โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีลูกหนี้รายย่อยที่อยู่ภายใต้มาตรการ จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 4.5 ล้านบัญชี ในกรณีลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ธปท. ก็ได้จัดให้มีช่องทางแก้หนี้ผ่านคลินิกแก้หนี้ และ โครงการไกล่เกลี่ยหนี้ โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีลูกหนี้เข้าโครงการในส่วนของบัตรเครดิต และ P-Loan ที่ได้รับความช่วยเหลือสะสมแล้วกว่า 1.9 แสนบัญชี

ในส่วนของลูกหนี้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบยืดเยื้อและต้องใช้เวลานานกว่ากลุ่มอื่นในการฟื้นตัว โดยเป็นธุรกิจที่มีทรัพย์สินเป็นประกัน ธปท. ได้ออกแบบมาตรการ “พักทรัพย์พักหนี้” ในการช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตัดภาระการผ่อนชำระหนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันได้ชั่วคราวอย่างตรง ‘อาการ’ โดยตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 50 ราย มูลค่าโอนสินทรัพย์ 8,991 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกิจการโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก รวมถึงกิจการอื่นๆ เช่น โรงงาน ร้านอาหาร

นอกจากนี้ ล่าสุด ธปท. ได้จัดให้มีมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน ที่เป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนเฉพาะหน้าสำหรับลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564 มีลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยแจ้งขอรับความช่วยเหลือจำนวนเงินรวม 353,705 ล้านบาท รวม 630,585 บัญชี และได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 240,642 ล้านบาท คิดเป็น 375,153 บัญชี

ในด้านการเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ… ธปท. ได้ดำเนินการผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมของ ธปท. และสถาบันการเงินที่ 1 แสนล้านบาท ภายในเดือนตุลาคม 2564 โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีทั้งในแง่ของขนาด ประเภทธุรกิจ และภูมิภาค โดย ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564 ธปท. ได้อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูรวมทั้งสิ้น 89,444 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 29,365 ราย เฉลี่ยรายละ 3 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ Micro SMEs (44.2%) ประกอบธุรกิจกลุ่มการพาณิชย์และบริการ (67.5%) และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดนอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (68.7%)

สำหรับแนวทางและมาตรการของ ธปท. ในระยะต่อไป ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า จะเน้นมาตรการที่ออกมาแล้วสามารถช่วยลูกหนี้ได้จริงและเหมาะสมกับภาวะปัจจุบันมากขึ้น คือ

  1. การปรับภาระการจ่ายหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ต่ำลงมาก เพื่อให้เจ้าหนี้ยังติดต่อลูกหนี้ได้ หรือ ‘ลูกหนี้สบายตัว เจ้าหนี้สบายใจ’
  2. การผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ครอบคลุม เพื่อดูแลลูกหนี้ที่มีจำนวนมากให้ได้อย่างทันการณ์

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า การปรับโครงสร้างหนี้ที่จะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้ควรต้องมีลักษณะดังนี้

  • มองยาว… มองไปข้างหน้าถึงสถานการณ์ในอนาคตมากขึ้น โดยให้ภาระการจ่ายหนี้สอดคล้องกับรายได้ที่ต่ำลงมากและทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เริ่มกลับมา
  • ทำกว้าง… เน้นให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน ให้สามารถ Scale การช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีจำนวนมากได้เร็ว
  • ตรงจุด… ให้เหมาะกับ ‘อาการ’ ของลูกหนี้แต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มที่มีปัญหาและการฟื้นตัวที่ต่างกัน
  • รอดด้วยกัน… มาตรการช่วยเหลือต้องเป็นธรรมกับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน
  • ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด หรือ Moral Hazard… ให้กับลูกหนี้ชั้นดีที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบไม่มาก ทำให้เสียโอกาสในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เดือดร้อนจริงและส่งผลต่อเสถียรภาพโดยรวม

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ธปท. จะมีกลไกเพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการที่ยังให้ความยืดหยุ่นในเรื่องการบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้น และ การกันเงินสำรอง หากสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขยายระยะเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างสินเชื่อจากสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีการให้สินเชื่อเพิ่มเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ และ อาจรวมถึงการลดเงินต้น และ/หรือ ดอกเบี้ยค้างรับ การลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี ด้วยปัญหาของลูกหนี้แต่ละรายต่างกัน การให้ความช่วยเหลือจึงไม่สามารถทำในลักษณะที่เหมือนกันได้ในทุกกรณี หรือ One Size Fits All ซึ่งสถาบันการเงินและลูกหนี้จะต้องหารือกัน โดยพิจารณา

  • ความสามารถในการชำระคืนหนี้ในอนาคตเมื่อรายได้กลับมา
  • ระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ของลูกหนี้ในอนาคต

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มเติมว่า… ธปท. จะพิจารณาการปรับลดเพดานดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ หรือไม่?… ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยตอบว่า… การพิจารณาเรื่องเพดานดอกเบี้ยต้องมองให้รอบด้าน โดยหลักการคือ เพดานต้องไม่สูงมากจนทำให้ลูกหนี้มีภาระดอกเบี้ยสูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ต่ำเกินไปจนเจ้าหนี้มีรายได้ไม่คุ้มต้นทุนการทำธุรกิจ และให้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงไปสู่การกู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยแพงกว่ามาก

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

EEC กับการเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

ช่วงนี้ผมมาทำงานแถวศรีราชา ชลบุรีครับ สิ่งที่เจอตั้งแต่เลี้ยวรถออกจากมอเตอร์เวย์คือ การก่อสร้างถนนหนทางที่แม้แต่ผมยังรู้สึกว่า… โอ้โห! ยิ่งผมมาเจอข่าวที่คุณสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้ข้อมูลว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ปี 2562 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5-10% จากปี 2561… ผมว่าผมเห็นด้วยกับท่าน

รู้จักรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน… แปดริ้ว-นครปฐม

หลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 26 ที่ผ่านมา ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า… ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการรถไฟชานเมือง 2 โครงการ ได้แก่ สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – ม.ธรรมศาสตร์ ระยะทาง 8.84 กม. เงินลงทุน 6,570.40 ล้านบาท และสายสีแดงอ่อนช่วงตลิ่งชัน – ศาลายา ระยะทาง

Risk management

วิธีจัดการความเสี่ยงเมื่ออสังหาริมทรัพย์… ติดมือ

การขายให้ออก… จึงเป็นภาระกิจที่นักลงทุนอสังหาจะต้องเรียนรู้ พยายามและลงมือทำหลายอย่างเพื่อให้พอร์ตการลงทุน… ไม่ขาดสภาพคล่อง ซึ่งความพยายามหลายอย่างพานักลงทุนโนเนมคนหนึ่ง ให้กลายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้มากมาย… ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความพยายามในการศึกษาและควบคุมความเสี่ยงจนได้ผล


โครงกานก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

Luang Prabang Hydropower Project… โรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง

Luang Prabang Hydropower Project โดยรัฐบาลลาว ภายใต้ความร่วมมือลาว-เวียดนาม ซึ่งมี PetroVietnam Power Corporation จากเวียดนามเข้าร่วมทุนเพื่อพัฒนาและก่อสร้าง โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนลำน้ำโขง ขนาด 1,460 เมกะวัตต์… ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางขึ้นไปทางตอนเหนือ ราว 25 กิโลเมตร โดยมีรายงานว่า… โครงการความคืบหน้าไปแล้ว 80% โดยมีแผนเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 ด้วยเป้าหมาย เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้ไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่