Properea

At The Touch of Love, Everyone Becomes a Poet – Plato

Plato

Poetry หรือบทกวีสำหรับนักปราชญ์ยุคก่อนคริสตกาล ถือเป็นแนวทางการถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อให้ผู้เสพกวี ได้สืบทอด ถอดความและนำแก่นความจริงไปสู่ปัญญา… ทัศนะของอริสโตเติล ก็มองบทกวีเป็นสิ่งที่จำลองความจริง และถ่ายทอดความจริงออกมาผ่านภาษาและมนุษย์เข้าใจได้… 

นักปรัชญาตะวันออกอย่างขงจื๊อก็มองว่า บทกวีเป็นสิ่งที่สามารถกล่อมเกลาให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ บทกวีเป็นจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ที่สำคัญของมนุษย์ด้วยซ้ำไป… หลายท่านที่ศึกษาขงจื๊อระบุตรงกันว่า… ทัศนะของขงจื๊อที่มีต่อกวีนิพนธ์นั้น ถึงขนาดระบุไว้ชัดเจนว่า “ใครที่ไม่ร่ำเรียนกวีนิพนธ์เป็นคนที่ไม่อาจเสวนาด้วยได้” 

การใช้บทกวีโดยปราชญ์ยุคคลาสสิก จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และหลงเหลือสะท้อนผ่านบทสวดต่างๆ ในทุกศาสนา… ลำนำและบทกลอน

งานเสวนาหัวข้อ “ปรัชญาในบทกวี : บทกวีกับปรัชญา” ที่จัดขึ้น วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ณ ร้านหนังสือบูคู จังหวัดปัตตานี โดยมีคุณซะการีย์ยา อมตยา กวีเจ้าของรางวัลซีไรท์ปี พ.ศ. 2553 และ ดร.อับดุลรอนิง สือแต จากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นผู้นำการเสวนา

วงเสวนาวันนั้นนำโดยอาจารย์ อันธิฌา แสงชัย ซึ่งอาจารย์เองได้กรอบความสัมพันธ์ของกวีกับปรัชญาไว้ว่า… ปรัชญาและกวีนิพนธ์ต่างสนใจความเป็นจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต… และเป้าหมายสูงสุดในงานสร้างสรรค์ของตัวเองคือการค้นพบความจริงบางอย่าง แต่อาจจะด้วยวิธีการที่แตกต่าง 

พูดถึงกวีนิพนธ์… โดยส่วนตัวจะนึกถึงแนวคิดหรือปรัชญาของเพลโต หรือ Plato… นักปรัชญาชาวกรีกโบราณจากเอเธนส์ ผู้ถกเถียงโต้แย้งเรื่องตัวอักษรและกวีไว้หลากหลายมิติ ผ่านหนังสือชื่อ Ion ซึ่งเป็นหนังสือแนวสนทนาธรรม หรือสร้างตัวละครมาคุยกัน… และหนังสือ Ion ก็กล่าวถึงบทกวีอย่างมีนัยยะโต้แย้งสร้างสรรค์ ผ่านการถกถามสนทนาโดยไออนกับโสกราติส

เพลโตเป็นเจ้าของแนวคิดเรื่องโลกสมบูรณ์แบบ โดยเชื่อว่า โลกของสวรรค์คือโลกสมบูรณ์แบบ… ส่วนโลกมนุษย์เป็นโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ และ เพลโตโด่งดังและได้รับการยอมรับจากการเขียนหนังสือ The Republic ที่ว่าด้วยอุดมการณ์การปกครองเมือง และกล่าวถึงคุณธรรมที่แท้จริง… แนวคิดของเพลโตมีอิทธิพลอย่างมากในวงการปรัชญาตะวันตก ด้วยความพยายามจะตอบคำถามเพลโตบ้าง และหาข้อมูลถกแย้งบ้าง รวมทั้งการหาเหตุผลเพื่อลบล้างแนวคิดของเพลโตบ้าง

ส่วนเนื้อเรื่องใน  Ion นั้น… Ion หรือไออน เป็นนักกลอน หรือ กวีผู้ชนะเลิศการประกวดบทกลอน และ ได้สนทนากับ โสกราตีส หรือ Socrates ซึ่งเป็นอาจารย์ของเพลโต… ไออนและโสกราตีสสนทนากันว่าด้วยเรื่องความสำคัญของกวี

ตัวละครโสกราตีสในหนังสือไออนกล่าวว่า… ทักษะด้านการร่ายกลอนหรือกวีไม่มีอยู่จริง ทักษะทางด้านกวีนั้นเป็นเพียงทิพยอำนาจของเทพีศิลป์ หรือ Muse มาสถิตย์ในตัวนักกวีเท่านั้น โดยยกเหตุผลอ้างว่า ทำไมคนร่ำรวยจู่ๆ จึงร้องไห้ขณะฟังนักร่ายกลอนอ่านกวี ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปขโมยสมบัติจากเขาเลย นั่นเป็นเพราะพลังอำนาจของเทพีศิลป์นั่นเอง ที่ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงกับทุกฉากทุกตอนในกวี… ซึ่งเพลโตได้จัดสิ่งเหล่านี้เป็นความบ้าของทวยเทพ โดยความบ้าในเรื่องของกวี จัดเป็นความบ้าที่สัมพันธ์กับเทพีศิลป์

ดูเหมือนเพลโตจะเป็นคนที่ไม่ชอบกวีอย่างมาก เพราะมันไม่ได้ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้นเลยุ เพลโตเชื่อว่าเทพเจ้าได้มอบทักษะพรสวรรค์ชุดหนึ่งให้มนุษย์แต่ละคนได้ฝึกฝนใช้มัน แต่ละคนจะมีทักษะติดตัวต่างกัน คนที่จะตัดสินว่าใครสุขภาพดี ใครป่วยได้ต้องอาศัยทักษะทางการแพทย์ คนที่จะตัดสินว่ารองเท้าคู่ไหนดีที่สุดก็ต้องอาศัยทักษะการทำรองเท้า แต่กับทักษะกวี เป็นทักษะที่ไม่สามารถตัดสินหรือวิพากษ์อะไรได้เลยนอกจากร่ายไปวันๆ

ในกวีของโฮเมอร์ที่กล่าวถึงการควบม้าในสงคราม… เพลโตวิพากษ์ว่า นักกวีไม่สามารถวิจารณ์ตัดสินได้ว่าควรควบม้าอย่างไรให้ดี คนที่ควรพูดเรื่องขี่ม้าหรือควบม้าได้ควรเป็นนักขี่ม้าไม่ใช่กวี… เพราะกวีเป็นเพียงผู้ที่นำเรื่องคนอื่นมาเรียบเรียง โดยที่ตัวเองไม่ได้รู้อะไรจริงๆ

368 ปีก่อนคริสตกาล… เพลโตในวัย 60 ปีนั่งเรือไปยังเมืองซีราคิวส์ หรือ Syracuse หรือที่ชาวอิตาเลียนเรียกว่า Siracusa… เมืองขนาดใหญ่บนเกาะซิซิลีของอิตาลีในปัจจุบัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 734 ปีก่อนคริสตกาล และอยู่ใต้อิทธิพลของกรีกโบราณแต่ก็มีสถานะของรัฐอิสระ คือมีกษัตริย์ของตนเอง

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่ม… เพลโตเคยมาที่เกาะแห่งนี้สมัยกษัตริย์ไดโอนิซิอุสที่หนึ่ง หรือ Dionysius the Elder ปกครองซีราคิวส์… 

กษัตริย์ไดโอนิซิอุสที่หนึ่งมีชื่อเสียงเรื่องเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปิน นักเขียน และกวี… เพลโตจึงได้รับการเชื้อเชิญให้มาซีราคิวส์ผ่านดิออนที่ปรึกษากษัตริย์ไดโอนิซิอุส… ปัญหาก็คือกษัตริย์ไดโอนิซิอุสที่หนึ่งเป็นผู้นำที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย เขาปฏิบัติต่อคนอื่นในแบบที่คาดเดาไม่ได้และตามอารมณ์ตนอย่างที่สุด

เมื่อเพลโตมาถึงซีราคิวส์ ดิออนผู้ชักนำเพลโตมาทำงานให้กษัตริย์ไดโอนิสซิอุสก็ขอเป็นศิษย์… สถานะศิษย์กับครูทำให้เพลโตและดิออนสนิทสนมกัน และ ดิออนก็เชื่อในหลักการ “ราชาปราชญ์ หรือ Philosopher King” ของเพลโตอย่างมาก… ดิออนจึงพยายามปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับกษัตริย์ไดโอนิสซิอุส… และเมื่อดิออนนำเพลโตเข้าเฝ้าถวายงานแก่กษัตริย์ไดโอนิสซิอุส… เรื่องใหญ่ก็เกิดกับชิวิตนักปราชญ์นามกระเดื่องอย่างเพลโต 

บันทึกชื่อ Lives and Opinions of Eminent Philosophers ของ Diogenes Laërtius ตอนหนึ่งระบุว่า เพลโตได้ทูลกษัตริย์ไดโอนิสซิอุสเกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ของผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับรัฐ” แปลว่า จะให้ทั้งรัฐยกประโยชน์ทั้งปวงให้กษัตริย์ ไม่ใช่เรื่องถูกต้องดีงาม เพราะยังมีประชาชนอีกมากมายที่รอการเกลี่ยประโยชน์สุขเหล่านั้นด้วย

นั่นทำให้กษัตริย์ไดโอนิสซิอุสสั่งประหารเพลโตทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด… แต่ดิออนร้องขอไว้ สุดท้ายเพลโตจึงถูกขายไปเป็นทาสและเนรเทศไปถึงเกาะเอจินา หรือ Aegina ก่อนจะมีคนจำได้และไถ่ตัวออกมาราคาแสนต่ำ

การกลับมาซีราคิวส์อีกครั้งในยุคกษัตริย์ไดโอนิสซิอุสที่สอง ของเพลโตในวัยชราจึงเป็นเรื่องท้าทายอยู่มาก… แม้ว่าสหายและศิษฐ์อย่างดิออนจะยังอยู่เป็นหลักให้เพลโตผู้เฒ่าได้อุ่นใจ… และพระมารดาของกษัตริย์ไดโอนิสซิอุสที่สองคือน้องสาวของดิออนนั่นเอง

แต่ความวุ่นวายของการแก่งแย่งอำนาจซับซ้อนในซีราคิวส์ ที่เริ่มต้นด้วยการเนรเทศดิออนฐานกบฏและยึดทรัพย์ของดิออนโดยคำสั่งกษัตริย์ไดโอนิสซิอุสที่สอง ที่ให้ริบกระทั่งภรรยาของดิออนไปให้ชายอื่น… และดิออนกลับมาชิงอำนาจจนสำเร็จ และขึ้นปกครองซีราคิวส์ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะถูกรัฐประหารชิงบัลลังก์ซ้ำจาก คาลิปปุส หรือ Callippus

ประเด็นก็คือ… การชิงอำนาจระหว่าง กษัตริย์ไดโอนิสซิอุสที่สอง กับดิออน และ คาลิปปุส ล้วนเป็นศิษฐ์ของเพลโต และเชื่อในแนวคิดราชาปราชญ์ หรือผู้ปกครองที่รอบรู้และเป็นคนดี คือกลไกสำคัญที่จะทำให้รัฐสามารถดำเนินไปได้จนถึงอุดมคติ ซึ่งเพลโตพัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นต่อจาก แนวคิดประชาธิปไตยของโสเครตีสผู้เป็นอาจารย์ และล้มเหลวจนโสเครตีสถูกประหารด้วยยาพิษ

เพลโตช่วงอายุสี่สิบปี และสะสมประสบการณ์ชีวิตจากการท่องโลกไปทั่วทั้งอิตาลี ซิซิลี อียิปต์ และอาหรับ… เพลโตได้กลับเอเธนส์และก่อตั้งสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในอารยธรรมตะวันตก เรียกว่า The Academy ขึ้น… เพลโตใช้เวลาส่วนใหญ่สอนอยู่ที่ The Academy แต่ก็เขียนเกี่ยวกับปัญหาทางปรัชญาไว้เป็นจำนวนมาก งานเขียนของเพลโตส่วนมากแล้วเป็นบทสนทนา คำคม และจดหมาย… ผลงานของเพลโตที่หลงเหลืออยู่ทั้งหมด ยังมีข้อสงสัยมากมาย หรือไม่ก็ยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยอมรับได้

ส่วนประเด็นทัศนคติเกี่ยวกับกวีของเพลโตนั้น… เพลโตเชื่อว่า การเขียนไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากเป็นเครื่องกระตุ้นความทรงจำ สิ่งที่ทำให้เรารู้ไปตลอดกาลคือการฝึกจิตวิญญาณของเราให้ตื่นอยู่เสมอและดึงเอาความทรงจำแห่งสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ออกมา… ตัวอักษรจึงไม่ใช่สัจธรรมโดยตรง แต่เป็นเพียง “เงา” ของสัจธรรมอีกที… และบทกวีทั้งหลายเป็นเพียงแค่ความสนุกที่ไม่มีคุณค่าใดๆ 

ยุคต่อๆ มาจึงมีปรากฏการณ์โต้แย้งเพลโตในประเด็นกวีมากมาย… รวมทั้งงานของอริสโตเติล หรือ Aristotle ที่โต้แย้งกับแนวคิดเพลโตไว้ในหนังสือ Poetics ว่า… มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลอกเลียนธรรมชาติเป็นปกติวิสัย ดังนั้นแล้ว นักกวีที่ดีคือผู้ที่ถอดแบบการกระทำของคนที่มีศีลธรรม เพื่อนำมาเรียบเรียงให้มีความเหมาะสมทางศีลธรรม งานกวีจึงไม่ได้เปล่าประโยชน์

กระทั่งศตวรรษที่ 19 นักกวีโรแมนติกนาม Percy Shelly ได้เผยแพร่งานเขียนเรื่อง A Defense of Poetry ก็นำเอาทฤษฎีเรื่องแรงดลใจ หรือ Inspiration ของเพลโตไปประยุกต์ใช้… Percy Shelly กล่าวว่า มนุษย์นั้นมีการพัฒนาจนถึงยุคที่มีองค์ความรู้เยอะไปหมดไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การเมือง ปรัชญา และสังคม ปัญหาคือองค์ความรู้เหล่านี้มีมากเกินไป จนเราไม่สามารถจัดการได้ มีเพียงกวีและการประพันธ์ที่สามารถจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ว่าเราควรจะใช้มันในทิศทางไหน ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เราจะสอนศีลธรรมให้แก่ลูกหลานยังไง หากเราไม่มี กวี วรรณกรรมและนิทาน

ถึงตรงนี้ท่านคงทราบแล้วว่า… กวีนิพนธ์เป็น Storytelling ที่มีมาแต่โบราณ และทรงอิทธิพลต่อพัฒนาการด้านอารยธรรมของมนุษย์มาช้านาน… และราชาแห่งความเห็นแย้งเกี่ยวกับกวีอย่างเพลโต ก็มีนักวิจารณ์บางส่วนมองว่า… ข้อโต้แย้งเรื่องกวีนิพนธ์ของเพลโตอาจจะเป็นอุบายให้เกิดข้อถกเถียงแต่งเติมให้เด่นชัดต่างหาก และวิพากษ์ว่า เพลโตมองกวีหรือแม้แต่ศิลปะว่ามีค่าต่ำ เพราะถือเป็นเพียงทางผ่านไปสู่ปรัชญา ดังนั้นเพลโตไม่อาจให้ความเป็นธรรมแก่กวีหรือศิลปะ เพราะไม่แยกกวีและศิลปะออกจากปรัชญานั้นเอง… เพลโตก็เคยทิ้งคำคม หรือ Quote บทหนึ่งที่พูดถึงกวีเอาไว้อย่างชัดเจนว่า… At The Touch of Love, Everyone Becomes a Poet… ณ จุดที่ได้สัมผัสแห่งรัก ผู้คนล้วนสัมผัสบทกวี

งานเขียนของโตมร ศุขปรีชา พูดถึงการจากไปของเพลโตไว้ว่า… เพลโตอาจเสียชีวิตในวัย 81… 82 หรือ 84 ปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเชื่อในนักบันทึกคนไหน โดยบันทึกส่วนใหญ่บอกว่า… เขาเพียงแต่หลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเมื่อราว 348 หรือ 347 ปีก่อนคริสตกาล…

สุขสันต์วันอาทิตย์ครับ!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Recent Posts