3 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำ Self Disruption

ถ้าท่านติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาการของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าท่านจะมองออกตั้งแต่มี Smartphone ติดมือผู้คนทุกเพศทุกวัยไปทุกย่อมหญ้าอย่างในปัจจุบัน หลายอย่างในแวดวงธุรกิจได้เปลี่ยนไปเร็วเหลือเกิน

ถ้าย้อนกลับไปซักสิบปีที่แล้วใครจะเชื่อว่าธุรกิจที่ไม่มีตึกหรือห้องพักแม้แต่ห้องเดียวจะสามารถหาเงินจากค่าเช่าได้มากกว่าเชนโรงแรมห้าดาวอย่างเชอราตันชนิดเทียบกันไม่ติด

ผมกำลังพูดถึง Booking.com และ AirBNB ที่ Disrupt ระบบนิเวศน์ธุรกิจให้เช่าที่พักทั่วโลกที่แม้ในปัจจุบันก็ยังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งกับธุรกิจโรงแรมและภาครัฐเองที่อยู่ในฐานะ Regulator ที่คอยกำกับดูแลแต่ฝั่งลูกค้าและคนเดินทางดูเหมือนจะถูกใจสุดๆจนสถิติการเดินทางทั่วโลกพุ่งขึ้นจากทุกสำนัก

ผมเจองานเขียนบน Forbes.com และยังเก็บลิงค์ไว้ตั้งแต่ปี 2016 เขียนโดย Tom Goodwin ชื่อเรื่องว่า Self Disrupt Or Die ซึ่งนั่นเป็นสารตั้งต้นในหัวของผมที่เริ่มค้นข้อมูลต่อเนื่องมามากมายตลอดสามสี่ปีมานี้ 

แน่นอนว่าหลายอย่างที่ผมเรียนรู้ในประเด็นนี้ได้เปลี่ยน Mindset ของผมให้เปิดกว้างสู่แนวทางการปรับเปลี่ยนที่ลดขีดจำกัดให้ได้มากที่สุดไหนๆผมก็ทำ Self Disrupted ไปแล้วกับงานที่ผมทุ่มเทมาตลอดหนึ่งปีเศษชื่อ Properea

ผมเลยลอกการบ้าน Dave Tallon ที่เขียบบทความเรื่อง Self disruption and constructive change เผยแพร่ไว้บน medium.com มาฝากหลายๆ ท่านที่ผมคิดว่า… กำลังหาทางออกจากความเป็นมาเดิมๆ อยู่เช่นกัน

ประเด็นแรก ให้เริ่มต้นที่ “คำถาม”… วิธีตั้งคำถามก็ง่ายๆ โดยเริ่มต้นตั้งคำถามกับปัญหาที่ท่านเจอในวงจรงานของท่าน หรือชีวิตของท่านก็ได้ ท่านเจอปัญหาอะไรและอยากปรับเปลี่ยนอะไร?… อย่าลืมหาคำตอบที่ดีที่สุดให้คำถามด้วยและจดเอาไว้ หรือเขียนใส่ Post-it แยกประเด็น ติดกระดานไว้… ยิ่งหาคำตอบได้หลายคำตอบเท่าไหร่ ท่านจะยิ่งพบวิธีใหม่ๆ ในการจัดการปัญหาหลายทางเช่นกัน… อย่าลืมที่จะเปิดมุมมองหลายๆ ทางให้กับปัญหาด้วย… คำเรียกของการเปิดมุมมองจากสูตร Design Thinking เขาจะเรียกว่า Reframe เพื่อหามุมมองให้ได้เยอะที่สุด… เขียนใส่ Post-it แล้วแปะข้างฝาให้มากที่สุด ซึ่งขบวนการนี้เขาจะเรียกว่า Ideate มาจากคำว่า Idea + Create… ซึ่ง Post-it จะช่วยท่านจัดกลุ่มไอเดียได้ง่ายขึ้น… ลองทำดูครับ

ขั้นที่สองเมื่อท่านได้ประเด็นมาจากการตั้งคำถามจนได้ไอเดียมากมายออกมา และเลือกไอเดียที่ดีที่สุดมากำหนด “วิสัยทัศน์” ต่อ… การมองปัญหาและไอเดียด้วยสายตาที่มีวิสัยทัศน์ ผมคิดว่าแต่ละท่านก็จะมีเทคนิคต่างๆ กันไป… ส่วนตัวผม เวลากำหนดวิสัยทัศน์ ผมจะมองหาคุณค่าของปัญหาที่ถูกแก้ไขแล้ว ว่าจะช่วยให้ใครหรืออะไรดีขึ้นกว่าเดิม… บางครั้งผมก็ถามหาวิสัยทัศน์จากคนเก่งๆ ระดับโลกอย่าง Steve Jobs หรือ Elon Musk ก็มีครับ… ง่ายๆ ก็แค่สมมุติว่า ประเด็นปัญหาของเรา ถ้าไปถึงสมองของ Steve Jobs หรือ Elon Musk… เขาจะกำหนดวิสัยทัศน์ ไปจนถึงวางทิศทางและเป้าหมายอย่างไรเพื่อจัดการปัญหา

สุดท้ายเป็น “Action Plan” ครับ… ทั้งหมดจากสองประเด็นตอนต้น จะเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ หรือทำได้จริงๆ ก็อยู่ที่การลงมือทำได้จริงมั๊ยนี่แหละครับ… หลายครั้งเราหยุดอยู่แค่คิด คิด คิด แล้วก็คิด… เพราะอะไรร้อยแปดที่เป็นเหตุผลให้เราอยู่ต่อไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม หรือไม่ต้องลงทุนกับอะไร

หลายครั้งคนเราคิดอะไรออกมากมาย แต่ไม่ได้สานต่อเพราะอะไรหลายอย่างที่สรุปรวมกลายเป็นคำว่า “Comfort Zone” ที่ไม่กล้าก้าวออกไปจากวิถีเดิมๆ… 

ค่อยๆ เปลี่ยนก็ได้ครับถ้าท่านไม่มั่นใจ… ตัวผมเองจะมองหาสิ่งที่เรียกว่า Micro-success ให้ตัวเองเสพติดกับความรู้สึก “ทำได้ ทำเสร็จ” ทุกๆ วัน เพื่อสร้างทักษะให้ตัวเองรู้สึกว่าทำอะไรก็สำเร็จได้ เช่น กำหนดเป้าหมายว่าจะเขียนบทความวันนี้ให้ได้ 3 บท แล้วผมก็นั่งลง หาหัวข้อ หาข้อมูลเพิ่มเติม และเขียนไปเรื่อยๆ…

ไม่มีเคล็ดลับหรอกครับ… แค่ลงมือทำ!!!

ผมไม่ได้แปลงานเขียนของ Dave Tallon มาแบ่งปันหรอกน๊ะครับ… ผมแค่ยืมหัวข้อมาเพื่อตีความแบบผมผสมเข้าไป… ต้นฉบับตามอ่านได้ที่ลิงค์อ้างอิงครับ… 

อ่อ!… การถามคำถาม การกำหนดวิสัยทัศน์ และการลงมือทำ เป็นทักษะครับ และผมคิดว่าเป็นทักษะสำคัญในการปรับตัวในยุคที่เราต้องปรับตัวแทบจะตลอดเวลา โดยเฉพาะในวงจรธุรกิจที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ… สำหรับผม เมื่อนิยามได้ว่าสิ่งที่จะทำเป็น “ทักษะ” ก็แปลว่าจะต้องฝึกจนชำนาญและฝึกบ่อยๆ

จำความรู้สึกตอนหัดขี่จักรยานได้มั๊ยครับ?… ท่านคงไม่คิดจะอ่านตำราหัดขี่จักรยานเพื่อให้ขี่จักรยานเป็นใช่หรือไม่… แล้วจำวันที่ปล่อยเท้าพ้นพื้นวันแรกๆ ได้มั๊ยครับ… ผมคิดว่าเราเจ็บเพราะจักรยานกันมาทุกคน มากน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง

ของผม… แผลเป็นที่หัวเข่ายังมีรอยให้เห็นอยู่เลย!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Properea's Friend

เพิ่ม Properea.com เป็นเพื่อนทาง Line
ท่านจะได้ Link บทความใหม่ส่งตรงให้อย่างสม่ำเสมอโดยรบกวนแต่น้อย

Recent Posts

Related Post

Litecoin

Litecoin… The Silver of Digital Currency

Litecoin ก็เหมือนกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ Technology Blockchain อื่นๆ ที่มุ่งการใช้ประโยชน์ Blockchain มาปฎิวัติวงการการเงินและชำระราคา เพื่อตัดตัวกลางออกไปเพราะปัญหาหลายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอย่างเช่น การเข้าแทรกแซงระบบการเงินจากตัวกลางที่มีอำนาจมากพอ ในขณะที่ระบบ Decentralised ของ Cryptocurrency ไม่สามารถแทรกแซงได้…

Railway

รถไฟทางคู่สายใต้… ช่วงนครปฐม – ชุมพร

โครงการรถไฟทางคู่สายใต้เฟสแรกเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ – ชุมพร ซึ่งเดิมเป็นการเดินรถทางเดียว ใช้เวลาเดินทางราว 8 ชั่วโมง… หากการก่อสร้างเมื่อรถไฟทางคู่เสร็จจะใช้เวลาเดินทางลดลงเหลือ 6 ชั่วโมง และสามารถรองรับขบวนรถเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าตัว รวมทั้ง เป็นการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟโดยใช้แนวทางการก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ หรือ Overpass หรือทางลอดใต้ทางรถไฟ หรือ Underpass ช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าเพิ่มขึ้น ลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Dr. Mae Jemison

Never Limit Yourself Because Of Others Limited Imagination~Mae Jemison

Mae C. Jemison เป็นแพทย์อาสาจากโครงการ  Peace Corps ในประเทศ ไลบีเรีย หรือ Liberia และ เซียร์ราลีโอน หรือ Sierra Leone ก่อนจะสมัครเป็นนักบินอวกาศ และ ได้ขึ้นบินในปี 1992 ก่อนจะลาออกจาก NASA เพื่อไปสอนหนังสือที่ Cornell University และผันตัวเองมาทำธุรกิจในนาม Jemison Group เพื่อเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่มุ่งเป้าบูรณาการประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญ เข้ากับ การออกแบบโครงการด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์

Sakichi Toyoda

Before You Say You Can’t Do Something, Try It ~ Sakichi Toyoda

หลักปรัชญาสำคัญอย่าง 5 Whys และ Lean Methodologies ที่ Sakichi Toyoda ใช้พัฒนาโรงงานทอผ้าแห่งแรกต่างหาก ที่พาลูกหลานตระกูล Toyoda ขยายกิจการครอบคลุมอุตสาหกรรมมากมายหลายแขนง โดยเฉพาะ Toyota Motor Corporation ที่มี Kiichiro Toyoda บุตรชายของ Sakichi Toyoda ผู้เปิดตำนานอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกตะวันออก